“บี แหลมสิงห์” และ พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกของเขา

“ถ้าอยากเป็นนักเขียนต้องทำอย่างไรคะพี่” เป็นคำถามที่ตัวผู้เขียนถูกน้องๆถามเสมอ คำตอบที่ให้เสมอก็คือ “ก็ลงมือเขียนซิ”  ตอบสั้นๆแบบนี้เลย ซึ่งทำน้องๆส่วนใหญ่จะทำหน้างงๆ ทางเราก็ต้องอธิบายต่อว่า “อยากเป็นนักเขียนแล้วไม่ลงมือเขียน ก็เป็นนักเขียนไม่ได้ส่วนจะเขียนอะไรนั้นขึ้นอยู่กับความถนัดของคุณ” พอมาถึงจุดนี้จะมีคำถามตามมาต่อว่า “แล้วต้องหาแรงบันดาลใจอย่างไรคะ/ครับ พี่”

ในฐานะที่เขียนหนังสือหากินมาได้ 20 ปีแล้วเวลาเจอคำถาม ของคนที่ชอบเพ้อเกี่ยวกับแรงบันดาลใจทีไรจะหงุดหงิดทุกครั้งไป

เพราะคนที่ชอบเพ้อหาแรงบันดาลใจ มักจะมาพร้อมกับสูตรสำเร็จประเภทเราคงต้องออกเดินทางเพื่อหาแรงบันดาลใจซินะ หรือ บางคนนั่งวางมาดเท่ห์ในร้านกาแฟแล้วนั่งเล่าความฝันให้คนอื่นฟัง แต่ไม่เคยได้ลงมือทำ

พอคิดถึงตรงนี้ทางเราก็จะจบบทสนทนาด้วยประโยคว่า

แรงบันดาลใจไม่ต้องหาหรอก มันจะมาเองถ้าคุณเป็นตัวจริง ลงมือทำจริงจนงานนั้นเป็นอาชีพที่ทำให้คุณดำรงชีพได้จริง” 

เขียนถึงเรื่องนี้เพราะวันนี้อยากจะแนะนำหนังสือของนักเขียนหน้าใหม่ในบรรณพิภพ แต่เป็นหน้าเก่าในวงการ “วรรณกรรมรายวัน” (ชื่ออันหรูหราที่เหล่านักหนังสือพิมพ์ใช้เรียกตัวเอง) นักเขียนคนนี้มีชื่อในวงการหรือนามปากกาว่า “บี แหลมสิงห์” ชื่อจริงคือ สยามพงษ์ ผลมาก รุ่นน้องที่ผู้เขียนรู้จักมากเกือบสองทศวรรษ

“บี” เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่อยู่กับ หนังสือพิมพ์แนวหน้า มาอย่างยาวนาน เป็นตัวจริงที่มีความรู้เรื่องฟุตบอลต่างประเทศชนิดหาตัวจับยาก และไม่เพียงแค่ฟุตบอล บี ยังมีความรู้กีฬาอื่นชนิดที่ “วิกีพีเดีย” ต้องชิดซ้ายไปเลย

มาถึงวันนี้ “บี” ออกพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกเรียบร้อย จากที่ชอบพูดว่า “อยากเป็นนักเขียนแต่ดันทะลึ่งเรียนเป็นนักข่าว” วันนี้ “บี” มีพ๊อกเก็ตบุ๊คของตัวเองชื่อว่า หนังสือบอลฉบับสตอรี่สีแดงแน่นอนว่าเนื้อหาเป็นเรื่องราวของลิเวอร์พูล ทีมที่เขารัก แม้ว่าผู้เขียนยังไม่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ขอยกเอาข้อความจากปกหลังที่ บี เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาประทับใจในฐานะแฟนบอลลิเวอร์พูลเอาไว้ว่า

“เจอร์ราร์ด จับปากการอน บรรจงเซ็น ที่ธง..ไอ้กระพ้มก็บรรจงพูดกับเขาว่า ‘ผมมาจากไทย มาส่งคุณ ขอบคุณมากกัปตันขอให้คุณโชคดี’ เขาเงยมองหน้าผม…ขอบคุณที่มา”

เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะทำให้สาวกลิเวอร์พูล ได้สนุกไปกับตัวอักษรของ “บี” และน่าจะได้มุมมองที่ “บี” สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เหนืออื่นใด หนังสือเล่มแรกของ นักเขียนทุกคนคือความทุ่มเท เหมือนกับที่ศิลปินต้องออกเทปชุดแรก เหมือนผู้กำกับที่ได้ทำภาพยนตร์เรื่องแรก และเชื่อว่าในแต่ละตัวอักษรของ “บี” ในหนังสือเล่มนี้ต้องเต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจ

ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้กับคุณผู้อ่าน ไม่ใช่เพราะ “บี” เป็นน้องที่สนิทสนมกัน แต่เพราะ เราเองก็รู้ดีว่า การออกพ็อกเก็ตบุ๊คนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเริ่มตั้งแต่การวางโครงเรื่องของหนังสือ พอลงมือเขียนบทแรกก็ต้องคอยควบคุมตัวเองว่าเขียนอย่างไรไม่ให้ออกนอกโครงเรื่องที่วางเอาไว้ และ เขียนอย่างไรให้มีกำลังใจเขียนต้นฉบับให้จบเล่ม (นักอยากจะเขียนหลายคนถอดใจพอเขียนถึงบทที่สามสี่ พร้อมกับข้อแก้ตัวว่า “ตัน”)

เขียนจนจบแล้วงานยังไม่จบ ต้องส่งต้นฉบับให้บรรณาธิการสำนักพิมพ์ ตรงนี้ลุ้นมากกว่าเขียนหนังสือให้เสร็จ เพราะเหมือนส่งงานให้อาจารย์ตรวจ ถ้าบรรณาธิการอ่านแล้วอยากให้ปรับหรือแก้ตอนไหน ก็ต้องเท่ากับมารื้อของเดิม ยิ่งแก้เยอะก็เหมือน เปิดแผลผ่าตัดมาผ่าตัดใหม่เรียกว่าแก้ไปจนกระทั่งงานจะสมบูรณ์ที่สุด  จากนั้นต้องส่งให้ปรู๊ฟรีดเดอร์ ตรวจการสะกดคำ ตรวจความหมาย ตรวจการเว้นวรรค และคุณนักเขียนก็ยังต้องอยู่ข้างกายคุณปรู๊ฟรีดเดอร์ด้วย

จากนั้นจะไปถึงการจัดหน้า จัดรูปเล่ม ต่อด้วยการออกแบบปก งานอาร์ตเวิร์ค คุณจะเอากระดาษแบบไหนถนอมสายตาไหม กระดาษปกเอาหนาเท่าไร อาบยูวีให้เงาไปเลยรึเปล่า จะเย็บเล่มแบบเย็บมุ้งหรือไสกาว ใครจะไปขอ ISBN ให้ (การออกทะเบียนหนังสือของ หอสมุดแห่งชาติ) จะวางขายอย่างไร สายส่งจะเป็นใคร หนังสือจะต้องไปออกบูธงานสัปดาห์หนังสือไหม เหล่านี้เป็นแค่ภาพกว้างๆของการออกหนังสือสักเล่ม

และนั่นคือสิ่งที่ “บี แหลมสิงห์” ต้องเจอมาตลอดระยะเวลาสองเดือนที่เขาตั้งใจทำพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มนี้ ซึ่งคุณผู้อ่านน่าจะได้อ่านอย่างสนุกทีเดียว และเหนืออื่นใด “บี” ได้แสดงให้เห็นว่า การทำตามความฝันนั้น ไม่ต้องอาศัยแรงบันดาลใจ หรือ แรงผลักดันจากใคร เพียงขอแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ  เพียงเท่านั้นคุณก็จะสำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้ได้ จะช้าหรือเร็วก็เป็นความสำเร็จเหมือนกัน

ดังที่มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเล่าความฝันของตัวเองเพื่อให้คนเขาเชื่อว่าคุณมีความฝันอันยิ่งใหญ่หรอก ขอแค่คุณแค่ลงมือทำก็พอ”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ