ใช้ชีวิตให้ “อ่อน” รสหวาน

ผู้เขียน: ตอนนี้น้ำหนักมากกว่าตอนเรียน 10 โลได้ว่ะ
เพื่อน: เฮ้ย ไม่เชื่ออะ ตอนเรียนแกผอมจะตาย
ผู้เขียน: เออ เป็นไปแล้ว

บทสนทนานี้ยังไปอีกไกล แต่ขอคัดมาเท่านี้เพื่อให้เข้ากับเรื่อง “ความหวาน” ที่ทำให้คนเราเปลี่ยนมวลสารในร่างกายให้กลายเป็นไขมันได้  และเหมือนเราต้องย้อนกลับไปดูตัวเองอีกครั้งว่าที่ผ่านมาได้ใช้ชีวิตไปหนักหนาขนาดไหน ถึงได้ทำน้ำหนักมาขนาดนี้

สำหรับผู้เขียนแล้วเป็นคนผอมมาตั้งแต่เด็ก และคงไม่มีใครคิดว่าจะมาถึงวันที่กลายเป็นคนเจ้าเนื้อไปได้ ยิ่งตอนเรียนระดับมัธยมปลายนั้นหนักแค่ 45 กิโลกรัม สูง 165 ตีเทนนิสจนตัวดำเมี่ยม พอเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากเรียนและกีฬาแล้ว ก็ต้องเพิ่มเรื่องสังสรรค์เข้าไป พอเรียนจบน้ำหนักเพิ่มมาแค่ สองสามกิโลกรัม ก็ยังเฉยๆ เอวเพิ่มมาแค่นิ้วสองนิ้ว พอลดได้

แต่พอเข้าสู่วัยทำงาน และเป็นการทำงานที่ไม่เป็นเวลา นอกดึกตื่นสายมาด้วยความโหยต้องหาของหวานกิน จากที่กินของหวานจนติดเป็นนิสัยอยู่แล้ว (ในอดีตเคยนั่งกินทองหยอดหนึ่งถุงคนเดียวแบบไม่กลัวเบาหวานและไม่กลัวน้ำหนักขึ้น) ก็กินหวานเก่งขึ้นไปอีก เพราะร่างกายนั้นเรียกร้อง

น้ำอัดลมนั้นไม่ต้องพูดถึง ต้องได้กินอย่างน้อยวันละหนึ่งแก้ว ไม่นับรวมกับแอลกอฮอล์ และ อาหารทอดและมันที่ตามมาไม่ขาดสาย เวลาปรุงก๋วยเตี๋ยวน้ำตาลสามช้อนไว้ก่อน นี่โชคยังดีที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ไม่อย่างนั้นค่าน้ำตาลคงพุ่งไปแล้ว

ในความกินหวานเก่งของผู้เขียนนั้นยังโชคดีอยู่บ้างที่เป็นคนชอบออกกำลัง เนื่องจากเล่นกีฬามาก่อน ถ้ารู้สึกอึดอัดขึ้นมาก็จะลุกขึ้นมาตีเทนนิส หรือ ว่ายน้ำ เพื่อลดน้ำหนัก แต่ระยะหลัง ด้วยหน้าที่การงาน และ เวลาที่ไม่แน่นอนทำให้การออกกำลังคืองานที่ทำ ซึ่งต้องเดินและยืนอยู่นานๆ เหมือนจะดีใช่ไหมค่ะ ทำงานก็ได้ลดน้ำหนัก คำตอบคือไม่ดีหรอกค่ะ เพราะมันคือการ “ใช้ร่างกาย” ไม่ใช่ “การออกกำลังกาย” น้ำหนักลงไปช่วงเดียว จากนั้นก็จะกินเป็นพายุ น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก

เมื่อย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเอง สิ่งที่รู้อยู่แก่ใจคือต้องลดความหวานที่บริโภคเข้าไป เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากน้ำตาล มีความสุขก็กินหวาน เครียดก็กินหวาน โหยก็กินหวาน ยิ่งมองย้อนชีวิตตนเองในช่วง 10 ปีหลังนี้ จึงทำให้เกิดความตั้งใจที่จะลดความหวานที่บริโภคเข้าไปให้จงได้

เริ่มด้วยการงดน้ำอัดลม และ เครื่องดื่มชงตามร้านกาแฟทั้งหลาย เปลี่ยนมากินน้ำเปล่าให้เป็นนิสัย แม้จะทำไม่ได้ถึงร้อยเปอร์เซนต์ แต่เดือนแรกที่งดเครื่องดื่มหวาน หากยังคงกินข้าวปกติ สามมื้อ น้ำหนักสามารถลงมาได้ 1 กิโลกรัม ขั้นตอนต่อมาคืองดของทอด แต่ยังกินข้าวปกติสามมื้อ แต่ลดมื้อเย็นลงมา ไม่กินดึก ถ้าหิวดึกใช้ดื่มน้ำแทน

คุณหมอที่ผู้เขียนต้องไปหาประจำนั้นเคยพูดให้คิดว่า “ตอนเราอยู่ในช่วงอายุ 20 -30 นั้นลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก พอ 30-40 อาจจะต้องใช้ความพยายามมากหน่อยแต่ก็ยังเห็นผล แต่พออายุ 40-50 น้ำหนักไม่ลดลงง่ายๆต้องคุมทั้งการออกกำลังและคุมอาหาร และถ้าคุมน้ำหนักอยู่ในตัวเลขที่เหมาะสมได้ (ไม่ผอมหรืออ้วนจนเกินไป) ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องสุขภาพน้อยลง และยังมีความสุขการใช้ชีวิตอยู่ได้อีกนาน”

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ให้นึกถึงข่าวจากภาครัฐเมื่อสัปดาห์ก่อนที่เตรียมเก็บภาษีสุขภาพ (ภาษีหวานมันเค็ม) เป็นเรื่องน่ายินดีนะคะ ที่รัฐหันมาสนใจสุขภาพโดยรวมของประชาชน เพราะที่ผ่านมาคนไทยติดหวานกันเป็นจำนวนมาก และ หลายคนต้องเจ็บป่วยก่อนวัยอันควร การเก็บภาษีสุขภาพ น่าจะทำให้ผู้บริโภคเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้น เพราะหวานแต่พอดีถึงจะดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าหวานมากเกินไป ก็กลายเป็นรสพิษต่อร่างกายเราทันที

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ