[รีวิว] Stranger Things 3 กับภาคต่อสุดมันส์ไม่ผิดหวัง!

ซีรีส์สุดจ๊าบยุค 80 ที่สร้างโดย Netflix โด่งดังมากจนเป็นกระแสแฟชั่นต่าง ๆ เพียงข้ามคืน เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มเด็กที่บังเอิญไปรู้จักโลกอีกใบที่มีสิ่งมีชีวิตลึกลับอาศัยอยู่ โดยที่เด็ก ๆ รู้เรื่องนี้ได้เพราะเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งไปติดอยู่ที่โลกนั้น และเขาต้องช่วยเพื่อนของเขาออกมาโดยไม่สนว่าคนอื่นจะหาว่าเพ้อเจ้อแค่ไหนก็ตาม จนเรื่องมันบานปลายมาถึงภาค 3 ความจริงในตอนจบภาค 2 ทุกคนเหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้งไปแล้ว กลับมีคนพยายามที่จะเปิดประตูสู่อีกโลกหนึ่งเพื่ออะไรสักอย่างแและกลายเป็นว่าสิ่งมีชีวิตในโลกนั้นหลุดออกมาด้วย ทำให้กลุ่มเด็ก ๆ ที่รู้ความลับนี้ต้องหาทางแก้ไขและหยุดมันก่อนที่โลกจะล่มสลาย กลายเป็นฮีโร่ที่ผู้คนทั้งโลกไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อได้ดูภาค 3 แล้วจึงทำให้รู้สึกว่ามันดีงามมาก ๆ สำหรับเรื่องนี้ จะดีอย่างไรไปดูกัน

เรื่องราวการเติบโตของกลุ่มเด็กๆ

ต้องมองก่อนว่าตัวละครในเรื่องนั้นเป็นเด็ก พอมาถึงภาคนี้ก็เริ่มโตกันแล้ว แอล กับ ไมค์ ซึ่งเป็นแฟนกันก็รู้สึกได้ว่าการมีกันและกันมันดีอยู่ แต่ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่นก็มักจะไม่ฟังใครเลยเชื่อแต่เพียงตัวเองเท่านั้น ในภาคนี้ก็เป็นการสร้างให้แอลและไมค์ต่างเติบโตมีความรับผิดชอบมากขึ้น และสอนให้รู้ว่ารักที่แท้จริงคืออะไรมากกว่า ส่วนของดัสติน ก็มีความเติบโตในตัวเองหลังจากไปค่ายกลับมา ถ้าเป็นแต่ก่อนไม่มีเพื่อนเขาคงนอยไปหลายวันแต่เมื่อมีบางอย่างที่มากกว่ามิตรภาพขึ้นมาก็สามารถทำให้เขาเติบโตขึ้นได้ เหมือนกับ วิล ที่สามารถแยกแยะได้ว่าระหว่างเล่นกับเพื่อน กับ กู้โลก อันไหนสำคัญกว่า ส่วนลูคัส และ แม็กซ์ ก็เติบโตในแบบฉบับของตนเองโดยกลายเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนในยามที่แก้ปัญหาไม่ได้ แต่แม็กซ์ในภาคต่อไปเขาคงจะเติบโตขึ้นกว่าใครเพื่อนอย่างแน่นอน

การไม่ทิ้งตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้ ถือได้ว่าเป็นความดีงามมากกว่าซีรีส์หรือหนังในหลาย ๆ เรื่องอีกด้วยซ้ำ เนื่องจากทุกซีซั่นจะมีตัวละครใหม่เพื่อทำให้ซีรีส์มีมิติมากขึ้น และตัวละครเหล่านั้นต่างก็มีบทบาทจนถึงกระทั่งกลายเป็นตัวหลักและตัวสำคัญในซีซั่นนั้นไปเลย อีกทั้งเรื่องราวภารกิจของแต่ละกลุ่มที่ดูไม่เข้ากันเลยสักอย่างเดียว แต่ปลายทางของเขานั้นกลับมาบรรจบกัน ถือได้ว่าเป็นการวางบทตัวละครค่อนข้างดีไม่มีความสูญเปล่าเลยในการดำเนินเรื่อง

อีกทั้งการสอดแทรกหนังดังในภาคนี้ก็แทรกออกมาได้อย่างเนียน ๆ โดยที่ไม่รู้สึกขัดหูขัดตาเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ฉายในโรงหนัง หรือตัวร้ายที่ละหม้ายคล้ายคลึงกับนักแสดงดังในสมัยก่อน ซึ่งทำออกมาได้อย่างมีบทบาทและไม่เป็นการแทรกที่น่าเกลียดจนเกินไป เป็นการรวมความป็อปในยุคนั้นได้อย่างแนบเนียนพร้อมกับแฝงความสมัยใหม่ไปด้วยโดยที่เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมจริง ๆ ถ้าหนังเรื่องนี้ทำเป็นเรื่องในยุคปัจจุบันมันก็คง ๆ ไม่มีความเท่ เพราะความลำบากและอุปสรรคในยุคอนาล็อกคือเสน่ห์อย่างหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกลุ้นและตื่นเต้นไปกับมัน

บิลลี่พี่ชายที่แสนดี(?)ของแม็กซ์ซึ่งในซีซั่น 2 คนดูจะรู้สึกเกลียดและคิดว่าต่อยสตีฟฉันทำไม!! (แต่สตีฟโดนซ้อมแล้วดูมีเสน่ห์นะ) พอมาภาคนี้เราจะเห็นเลยว่าเนื้อแท้เขานั้นจริง ๆ เป็นคนดี เพียงเพราะสังคมที่เขาโตมาเลยต้องทำให้ตัวเองดูแข็งแกร่ง จริง ๆ เขาก็ค่อนข้างรักน้องสาวและแคร์เพื่อน ๆ น้องอยู่ดี ไม่ได้ร้ายอย่างที่ใครคิดไว้ ซึ่งภาคนี้ห้ามพลาดจริง ๆ ถ้าใครดูคุณจะหลงรักบิลลี่ และ อเล็กซี่ ด้วย (ถ้าอยากรู้อเล็กซี่เป็นใครต้องไปดู)

ช่วงต่อจากนี้ไปจะเป็นการคาดเดาในภาคต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมีจุดข้อสังเกตต่าง ๆ ว่ายังไงก็แล้วแต่ซีรีส์เรื่องนี้ได้ไปต่ออย่างแน่นอน ถ้าหากใครยังไม่ได้ดูขอให้ข้ามไปย่อหน้าสุดท้ายของบทความได้เลย

** ช่วงตอนท้ายของเรื่องเราจะเห็นฉากนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 4 คนใส่ชุดป้องกันมายืนเท่ ๆ ซึ่งถ้ามองแล้วอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีฉากนี้ มันจำเป็นตรงไหนทำไมถึงใส่มา? ซึ่งมันพ่วงกับตอนท้ายเครดิตที่ทหารรัสเซียจะเอาตัวนักโทษออกมาแต่บอกว่า “ไม่เอาคนอเมริกัน” ให้เอาคนอื่นไปแทนเป็นการบอกใบ้เป็นนัย ๆ ว่า ฮอปเปอร์ อาจจะไม่ตายแต่ติดอยู่อีกโลกหนึ่งและหาทางออกมาได้ที่รัสเซีย ซึ่งมีแนวโน้มว่าภาคต่อไปจะเป็นภารกิจที่ช่วยฮอปกลับมาและหาทางปิดประตูไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีกก็เป็นได้ รวมถึงคำพูดที่บอกว่าเราจะเจอกันทุก ๆ วันขอบคุณพระเจ้า มันก็อาจสานต่อไปว่าทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกันจะเจอกันยังไง และทุกคนในนั้นจะมีประโยชน์มากแค่ไหน ถ้าให้เดาเมืองที่วิลไปอาศัยอยู่ใหม่อาจจะเป็นเมืองเดียวกับซูซี่ก็ได้ **

สุดท้ายนี้ที่อยากจะบอกก็คือ ปีศาจในภาคนี้ช่างดูน่ากลัวและน่าขยะแขยงจริง ๆ ไม่มีที่ติ จะติก็อย่างเดียวคือจบง่ายไปหน่อย กว่าจะปลุกปลั้นให้โหดได้ขนาดนี้ใช้ระยะเวลาถึง 8 ตอนแต่ตอนไปกลับช่างง่ายดายจริง ๆ น่าจะให้มีสักภาคที่เด็กพวกนี้แพ้บ้างแล้วดูการเอาคืนในซีซั่นต่อไปซะมากกว่า แต่โดยรวมแล้วถือว่าดีแทบทุกอย่าง จนอยากจะแต่งกายแบบยุคนั้นเดินในยุคปัจจุบันบ้างคงจะเท่และจ๊าบไม่น้อย และที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าเธอไม่ว่า…แง้มประตูเอาไว้ 3 นิ้ว

คะแนนความน่าดู 10/10