ปัญหาราคาค่าโดยสารขนส่งสาธารณะต่อชีวิตคนเมือง โดย ดร.สุเมธ

หลายคนคงจะปวดใจกับปัญหาค่าโดยสารรถประจำทาง ทั้งการขึ้นราคามาอย่างต่อเนื่อง กับปัญหาการบริการที่ไม่น่าพอใจนักเมื่อเทียบกับราคา วันนี้ Tonkit360 ได้สอบถามกับ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นระบบขนส่งมวลชน รวมถึงเหตุผลการขึ้นราคาต่าง ๆ มาให้ทุกคนได้ชมกัน ไปดูกันเลย!

จากการขึ้นราคาค่าโดยสารรถขนส่งสาธารณะ มีผลกระทบต่อผู้ใช้มากน้อยแค่ไหน

การขึ้นราคาค่าโดยสารรถประจำทางคงจะส่งผลต่อค่าครองชีพบ้าง อย่างไรก็ดีรถโดยสารประจำทางเองก็มีปัจจัยและความจำเป็นที่จะต้องขึ้นราคา เนื่องด้วยต้นทุนของการประกอบการที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งค่าแรงและค่าเชื้อเพลิง และการขึ้นราคาก็เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการมีการลงทุนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการ

ระบบขนส่งมวลชนควรปรับปรุงในด้านใดบ้างเมื่อเทียบกับการขึ้นราคาค่าโดยสาร

ส่วนของการขึ้นราคาเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับทั้งส่วนของตัวรถและการให้บริการ ซึ่งแน่นอนว่าการไม่ขึ้นราคาในระยะเวลาหนึ่งทำให้มีความไม่ชัดเจนกับการลงทุนของภาคเอกชน และยิ่งกับผู้ประกอบการเอกชนที่เขาจำเป็นต้องหารายได้จากค่าโดยสาร การไม่ขึ้นราคาก็ส่งผลให้เอกชนไม่สามารถมีส่วนเกินของรายได้ที่จะไปลงทุนในอุปกรณ์ใหม่ ๆ รถใหม่ ๆ อุปกรณ์ในการพัฒนาคุณภาพอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการขึ้นราคาก็เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการมีการปรับปรุงคุณภาพตัวเองด้วย

ถ้าเราเปรียบเทียบกับต่างประเทศในเรื่องของการขึ้นราคา ส่วนใหญ่ต่างประเทศจะมีกลไกขึ้นราคาที่เป็นระบบ ซึ่งหมายถึงเขาเองจะมีความคาดหวังในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการก่อน เสร็จแล้วคุณภาพตรงนั้นที่มีการให้บริการ ก็จะกำหนดให้เอกชนสามารถขึ้นราคาตามกรอบที่รัฐกำหนด ตัวอย่างเช่น ทุก ๆ ปีจะมีการคำนวณเรื่องของต้นทุน ว่าต้นทุนในแต่ละส่วนมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของปัจจัยมากน้อยขนาดไหน ค่าแรง ค่าเชื้อเพลิง มีเงินลงทุนที่เปลี่ยนแปลงในเรื่องของต้นทุนมากน้อยขนาดไหน แล้วจึงจะมีการอนุญาตให้มีการขึ้นราคาทุกครั้ง

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นกลไกที่ประเทศไทยเองยังไม่เป็นที่ชัดเจน การขึ้นราคาหลาย ๆ ครั้งเป็นการขึ้นราคาแบบเฉพาะกิจ ไม่ได้เป็นระบบตามรอบที่คำนวณอย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ก็สร้างปัญหาให้กับเรื่องของการพัฒนาการให้คุณภาพบริการในระดับหนึ่ง

ในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ ตัวรถก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย อย่างไรก็ดีโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งผู้ประกอบการเองอาจจะไม่ได้รับผิดชอบ เช่น ป้ายรถเมล์ ทางเชื่อม ซึ่งเรื่องพวกนี้มีส่วนทำให้มันด้อยคุณภาพการให้บริการลงไป เช่น ถ้าเราต้องการขึ้นรถเมล์ เราไปที่ป้ายแล้วเราขึ้นไม่ได้เพราะรถเข้าป้ายไม่ได้ เรื่องพวกนี้บางส่วนอาจจะเป็นความผิดของผู้ประกอบการคือคุณลักษณะการขับขี่ของคนขับ แต่บางกรณีก็เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายหรือการออกแบบจุดจอดที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นถ้าบริเวณจุดจอดรถโดยสารประจำทางมีสิ่งกีดขวางไม่สามารถเข้าจอดได้ก็เกิดปัญหา ซึ่งตรงนี้เองก็ส่งผลกับคุณภาพการให้บริการ ซึ่งหลาย ๆ เรื่องอาจจะไม่เกี่ยวกับราคาค่าโดยสารโดยตรง แต่บางส่วนเองหน่วยงานภาครัฐคงต้องให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้คุณภาพการให้บริการของรถโดยสารประจำทางสามารถพัฒนาและดีขึ้นได้

ในอนาคตอัตราค่าโดยสารจะมีโอกาสขึ้นอีกไหม เพราะปัจจัยอะไรบ้าง

อย่างที่บอกว่าตัวโครงสร้างของต้นทุนการประกอบการ ประกอบไปด้วยปัจจัยหลายส่วน ยกตัวอย่าง การให้บริการลักษณะนี้มันก็คงต้องมีต้นทุนแปรผันไป ส่วนใหญ่ถ้าเรานับตัวชี้วัดง่าย ๆ คืออัตราเงินเฟ้อ โดยปกติที่ผ่านมาเป็นสิบปี โดยเฉลี่ยจะมีเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 2-3 เปอร์เซนต์ต่อปี ซึ่งหมายถึง อย่างที่เราเห็นกันว่าราคาข้าวจานนึงของวันนี้เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่เท่ากัน หมายความว่าค่ารถโดยสารประจำทางมันควรจะเท่ากันหรือเปล่า ซึ่งมันก็ควรจะต้องสะท้อนตามอัตราเงินเฟ้อระดับหนึ่ง

ในการศึกษาของ TDRI เราพบว่าหลาย ๆ ประเทศมีกลไกในการขึ้นราคาอยู่ในระดับหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน ซึ่งสูตรที่ใช้ในต่างประเทศส่วนใหญ่มี 2 สูตรหลัก สูตรแรกคืออ้างอิงอัตรเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว และสูตรที่สองคืออ้างอิงตามปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เช่นอัตราเงินเฟ้อก็จะสะท้อนถึงต้นทุนค่าอะไหล่ ดัชนีค่าแรง และเรื่องของอัตราน้ำมันเชื้อเพลิง

ซึ่งก็อยู่กับแต่ละประเทศว่าอยากจะขึ้นบ่อยขนาดไหน ปกติแล้วรถโดยสารประจำทางจะมีการคำนวณเรื่องการขึ้นราคาเฉลี่ยประมาณปีละหนึ่งครั้ง บางประเทศอาจจะสองปีต่อหนึ่งครั้ง มากกว่าสองปีส่วนใหญ่จะไม่มี เพราะฉะนั้นเราจึงพบว่าต่างประเทศเองก็จะมีการขึ้นราคาเป็นวงรอบที่เหมาะสม แต่แน่นอนในบางกรณีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้ออาจจะมีการติดลบ หมายถึงค่าเงินมีการหดตัวหรือมีค่าน้อยลง ในกรณีนี้บางประเทศก็มีการลดราคา แต่เรื่องการลดราคาจะไม่เกิดขึ้นบ่อยอาจจะสิบปีมีครั้งหรือสองครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นราคาตามอัตรเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ประเทศไทยมีค่าโดยสารแพงซึ่งผกผันกับการบริการที่ด้อยลง

จริง ๆ ค่าโดยสารของเราไม่ได้แพงมาก เพราะเมื่อเทียบกับต่างประเทศถือว่าค่อนข้างถูก แต่ต่างกันสำหรับรถโดยสารและระบบราง ซึ่งต่างกันประมาณ 2-3 เท่า ในขณะที่ต่างประเทศค่าโดยสารของสองระบบต่างกันไม่มากนักประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้แสดงภาพให้เห็นว่าระบบรางอาจจะแพงไปนิดนึง แต่เมื่อพูดถึงรถโดยสารประจำทางแล้วจริง ๆ ไม่แพงมาก แต่ปัญหาคือคุณภาพการให้บริการ ซึ่งหากย้อนมาในเรื่องของคุณภาพบริการจะพบว่า มีสองตัวเลือก ข้อแรกคือฟรีซหรือให้ราคาหยุดนิ่งไว้และให้ผู้ประกอบการดำเนินการ

ซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาเมื่อมีการฟรีซราคาได้ระยะเวลาหนึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถพัฒนาได้ จึงเกิดปัญหาการให้บริการ ในขณะเดียวกันถ้าเราสามารถเปิดให้ผู้ประกอบการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและกำหนดเงื่อนไขเชิงคุณภาพเราก็น่าจะได้รถเมล์ที่มีคุณภาพ เช่น ถ้าเรามีการกำหนดราคาลักษณะนี้เงื่อนไขต่อไปก็ต้องกำหนดว่ารถไม่ควรเก่า ต้องมีรถใหม่เข้ามาสู่ระบบ

ซึ่งลักษณะนี้ก็เหมือนไก่กับไข่ ผู้ประกอบการก็จะบอกว่าขอขึ้นราคาก่อนจึงจะซื้อรถใหม่ กับ ซื้อรถใหม่ก่อนจึงจะให้ขึ้นราคา ซึ่งเถียงกันแบบนี้สิบปีก็ไม่จบ และราคาก็คงเดิมแต่เราจะได้ใช้รถที่เก่าลงเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นนัยยะสำคัญที่ส่งสัญญาณเรื่องการขึ้นราคาระดับหนึ่งแล้ว ต่อไปคุณต้องใช้รถใหม่ ซึ่งก็หวังว่าต่อไปนโยบายรัฐจะมีกำหนดเรื่องของอายุรถ สภาพ และการให้บริการต่อไป

หากการสร้างรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯเสร็จสิ้นลง จะช่วยให้คุณภาพการเดินทางของคนกรุงสะดวกขึ้นจริงไหม

ตัวรถไฟฟ้าคงจะมีคุณภาพการให้บริการที่ค่อนข้างสม่ำเสมอในระดับหนึ่ง เนื่องด้วยทั้งเทคโนโลยีและการให้บริการ การเปลี่ยนแปลงในอนาคตคิดว่าผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าจะมีความสะดวกสบายต่อการเดินทางเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีเส้นทางของรถไฟฟ้าจะมีอย่างจำกัด ผู้ที่อาศัยอยู่ชานเมืองก็อาจจะไม่ได้อยู่ในแนวรถไฟฟ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ความเป็นประโยชน์ของรถไฟฟ้าคงต้องมีเรื่องของระบบเชื่อมต่อที่เหมาะสม

ซึ่งก็คือระบบรสโดยสารประจำทาง หรือที่เราเรียกว่า feeder ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตถ้ารถไฟฟ้าแล้วเสร็จ ระบบ Feeder ก็จะประกอบตามมาแล้วระบบรถโดยสารบางเส้นทางที่ทับซ้อนกับรถไฟฟ้าก็อาจจะลดปริมาณลงโดยเน้น Feeder เป็นหลักทำให้คนเดินทางได้สะดวกมากขึ้น แต่หากถามว่ารถจะหายติดไหมอันนี้ก็เป็น อีกโจทย์หนึ่ง