คำลวงที่อยู่ในความจริง

คุณเคยสังเกตุคำว่า “believe” ไหมคะ คำนี้จริงๆแล้วมีคำว่า  “lie” ที่แปลว่าโกหกประกอบอยู่ตรงกลาง ถ้าจะว่าไป เป็นคำที่เตือนเราไปในตัวว่า ในทุกเรื่องที่คุณเชื่อ (หรือ believe) อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด เพราะในสิ่งที่เขาพยายามบอกว่าเราว่าเป็นความจริง อาจมีเรื่องลวง (lie) ซ่อนอยู่

เมื่อเป็นแบบนี้ก็ขอยกเอาเรื่องสั้น “สวรรยา” เรื่องเดียวกับชื่อเจ้าของคอลัมน์นี่แหละค่ะ มาเล่าให้ฟังกัน เป็นเรื่องสั้นที่เขียนโดย คำสิงห์ ศรีนอก หรือ ลาว คำหอม เป็นเรื่องที่อ่านแล้วต้องตีความกันว่าดินแดน “สวรรยา” ที่อยู่ในเรื่องนี้เป็นภพใดกันแน่

ภาคสวรรค์

ภายใต้เงาฟ้าเรืองรองวันหนึ่ง หลายชีวิตได้เปิดเปลือกตาขึ้น ณ หับห้องสีทอง ที่อบอวลด้วยกลิ่นสุคนธรส  “นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นน้องแห่งเรา” ชีวิตแรกเอ่ยทักเมื่อปรากฎร่างน้อย ๆ ของอีกชีวิตหนึ่งเคลื่อนมาตรงหน้า “อะหา ใครกันที่มาบังอาจเรียกเราว่าน้อง” ชีวิตสองสนองตอบ

“เรานะรึ” ..”ก็จะมีผู้อื่นใดอีกเล่า”..”อ๋อ เราคือผู้เป็นเจ้าของแห่งภาพนี้”….”ความจริง”….”คืออย่างไร”..”ก็มีอยู่ว่า เทพเจ้าส่งเรามาจะติ ณ รมณียสถานแห่งนี้”….”อือ ตลกดี”

เงียบลงชั่วขณะหนึ่ง “ไหมล่ะ ท่านจำนนต่อความจริงแล้ว”  ชีวิตสองไม่ต้อง แต่เสียงที่สามหัวเราะแทรกขึ้น “ฮะฮา….”  สิ้นเสียงที่สามก็มีเสียงที่ สี่ – ห้า – หก และถัดไปหัวเราะประดังก้อง “นี่มันเรื่องอะไรกัน พวกท่านคือใคร” ชีวิตแรกกล่าวด้วยน้ำเสียงขึ้งโกรธ

“พวกท่าน” เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นอีกในกลุ่มผู้มาใหม่ “ผิดไปแล้ว ท่านน่าจะเปลี่ยนคำถามเสียใหม่ว่าเป็นว่า’พวกเราซี’จึงควร ดูซิจงมองดูตัวท่าน แล้วเปรียบเทียบกับพวกเรา และหาความแตกต่าง”   การทุ่มเถียงเงียบลงอีก เหลือแต่เสียงสังคีตแว่วกระจายอยู่ในอากาศเบื้องบน “พบแล้วหรือยัง”.. “ไม่พบ”.. “ไม่เห็น”..”ไม่มี”

ดนตรีเสนาะดังชัดมาขึ้น ครู่เดียวต่อมาทุกชีวิตก็ละจากการโต้เถียง ต่างแหงนหน้าขึ้นมองด้วยความระทึกใจ เมื่อปรากฎร่างสีเขียวแวววาว แหวกม่านฟ้าลงมาด้วยท่าทีที่องอาจติดตามด้วยเหล่าบริวารในแพรพรรณสวยสด ร่างนั้นค่อยลอยเลื่อนลงมา ที่สุดหยุดตรงหน้าแล้วเอ่ยปากถาม  “ผู้สืบบุญ พวกท่านส่งเสียงอื้ออึงคะนึงในยามนี้ ด้วยเหตุดังฤา”..”เรามีปัญหามากหลาย” ชีวิตแรกเสนอหน้า.. “จงว่ามา”

“หนแรก ข้าพเจ้าเรียกท่านหนึ่งในพวกนี้ว่าน้อง ข้าพเจ้าได้รับความชุ่นเคืองจากเราและเมื่อข้าพเจ้าแจ้งให้ทราบว่าเป็นของเว่นแคว้นแดนนี้ด้วยเหตุมาถึงก่อน คำตอบของพวกเขาคือเสียงหัวเราะ ที่สุดตกลงกันไม่ได้ว่าพวกเราคือใคร”…..”นั่นปะไร ข้าคิดไว้เคยผิดเสียเมื่อไหร่” ผู้ทรงศักดิ์พูดพลางถูมือไปมานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวสืบไป  “ขอพากันทราบเสียว่า ทุกท่านเป็นผู้สืบจากผลบุญ” ..”คืออย่างไรท่าน” เสียงถามด้วยอาการรือร้น “ฟังให้จบก่อนซี – เอ้อ – คือท่านทั้งหลายมาอยู่ที่ทิพยสถานแห่งนี้ด้วยผลบุญ”

“ทิพยสถานคืออย่างไร” ..”อ้าว เราได้เตืนท่านแล้วว่า อย่าขัดจังหวะเมื่อกำลังพูด คืออย่างนี้ที่นี่คือ สรวงสวรรยา ของผู้มากด้วยบุญ มีทุกสิ่งเป็นทิพย์”  ..”หมายความว่าพวกเราคือเทพ”.. “นั่นสุดแท้แต่ท่านจะเข้าใจและเรียกร้องตัวเอง”..”ฮา ตูคือเทพ เราคือเทพ”  เอ็ดอึงด้วยหรรษา..”ตัวท่านนั้นเล่าเป็นใคร” เสียงเทพกระด้างขึ้น

“ใคร่รู้นักรึ”..”ใช่”…”อันที่จริงหากสังเกตสักเล็กน้อย ผิวกายอันเรืองรองของเราน่าจะบอกท่านได้ว่าเราเป็นใคร อ้อ พวกท่านเป็นผู้มาใหม่ ไม่เป็นไร เราจะบอกให้ เราคือองค์อินทร์ เป็นพระยาแห่งทิยพสถานเกษมสุขนี้””องค์อินทร์ โอ้ ขอได้โปรดแก่ความเบาปัญญา ของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด ท่านผู้เป็นที่เคารพ”

สิ้นเสียงทวยเทพ เหล่าบริวารแวดล้อมก็แซ่ขานและบรรเลงดนตรีทิพย์สืบต่อมาอีกชั่วครู เหล่าผู้มาใหม่ได้ออกปากวิงวอนให้ผู้เป็นพระยาเล่าถึงความเป็นไปในทิพยนครโดยสังเขป “ภพนี้ ….” องค์อินทร์เริ่มกล่าวด้วยเสียงกังวาน “มีอายุขัยไล่เลี่ยเหลือประมาณ กับอายุแห่งโลกมนุษย์ ว่าถึงตำแหน่งที่ตั้งเล่า ถ้ากำหนดเอาแผ่นฟ้าเป็นจุดต้น ก็มีหนทางไกลว่าจากแผ่นฟ้าถึงผิดโลกเพียงสองศอกถึงสองวาโดยประมาณ

“ทุกสิ่งแลลานเป็นสีทองดังได้ประจักษ์อยู่บัดนี้ อนึ่งเนื่องด้วยเราอยู่ห่างออกมา ความแจ่มจ้าของแสงอาทิตย์ ก็มาติดอยู่แค่พื้นผิวโลกแสงที่ตกถึงเราจึงบางเบาเป็นลำแสงสีรุ้งอ่อน เราไม่มีเวลาร้อนเช่นเดียวกับที่ไม่รู้จักหนาว ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน เมื่อหิวก็มีอาหารอันเอมโอชาลิ่วลอยลงมาจากนภากาศ จงเลือกอยู่ เลือกกิน สร้อยเสพ สำราญจนกว่าทุกท่านจะสิ้นบุญเถิด”

สิ้นกระแสสั่ง เสียงเห่กล่อมประเลงเพลงก็ก้องกึก กังวานไกลหลายหมื่นโยชน์ เหล่าทวยเทพจึงทอดตัวลงฟอนฟาน ด้วยอาการสำราญในทิพยสถานนั้นแล

เมืองดิน

สายมากแล้วชายแก่เดินงุด ๆ ออกจากคูหาน้อยปลายสวน มือหิ้วกระป๋องเก่า ๆ ซึ่งยังคลุ้งด้วยกลิ่นอับ ๆ ของยาพิษ แกพูดพึมพำ อ้ายฉิบหาย นับวันก็ยิ่งแต่มาก คราวนี้เห็นจะเกลี้ยงเสียที มีไอ้หัวเขียวลอดขึ้นมาได้ตัวเดียว

การหักมุมในตอนจบ ที่สัมพันธ์จากส่วนแรกของเรื่อง คือสิ่งที่  “ลาว คำหอม” ทำให้คนอ่านได้เห็นชัดนะคะว่า ความจริงที่เราเชื่ออาจเป็นเพียงแค่เรื่องลวงที่เราถูกทำให้เชื่อ เพราะดินแดนสวรรยา จากการเปรียบเทียบในเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ภาคสวรรค์ที่เหล่าผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นทวยเทพ ได้ทอดตัวลงฟอนฟาน นั้นมองในอีกโลกหนึ่งอาจเป็นเพียงหนอนที่คลุกตัวอยู่ในอุจาระ ขณะที่องค์อินทร์สีเขียวอาจเป็นเพียงแค่ แมลงวันหัวเขียว ก็อย่างว่าละค่ะ เพราะในเรื่องจริงมีลวง และ ในเรื่องลวงบางครั้งก็แฝงด้วยความจริง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า