ปรากฏการณ์การเมืองกับบทบาทในสังคม และ รัฐศาสตร์กับชีวิตประจำวัน โดย อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ

การเมืองกับคนทั่วไป : คุยกับอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ ทำไมเราต้องสนใจการเมือง?

ตอนเดิมคราวที่แล้ว เราได้ฟังความคิดเห็นของ ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ ในมุมมองของการเมืองกับคนทั่วไปกันอย่างเต็มอิ่ม แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงเท่านั้น ในสัปดาห์นี้เราได้นำความเห็นของอาจารย์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการเมืองกับสังคม รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับวิชารัฐศาสตรที่สามารถใช้อะไรในชีวิตประจำวันได้บ้างมาเสนอให้ทุกคนได้อ่านกัน

ประชาชนที่สนใจการเมืองจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าพบว่านักการเมืองเริ่มนอกลู่นอกทางหรือไม่พอใจการทำงานของนักการเมือง

ยุคนี้เป็นยุคที่ประชาชนทำอะไรได้เยอะ และ ตื่นตัวขึ้นมากกว่ายุคก่อน เทียบง่าย ๆ อย่างการประชุมสภาไม่มีการถ่ายทอดเลย ไม่ว่าเขาจะอภิปรายอะไรกันประชาชนในประเทศไม่มีโอกาสรับรู้ จนถึงยุคหนึ่งมีการถ่ายทอดทางทีวีซึ่งถ้าเราพลาดไม่ได้ดูทีวีก็คือพลาดเลยย้อนหลังไม่ได้ และตอนนี้ก็มาถึงยุคการเมืองแบบโซเชียลมีเดีย นอกจากทางทีวีแล้วก็มีถ่ายทอดทางอินเตอร์เน็ตอย่าบนเฟซบุ๊ค มีการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ไม่ใช่แค่ดูอย่างเดียวแต่แสดงความคิดเห็นได้

ทุกคนมีส่วนร่วมกลายเป็นการจราจรสองทาง ที่สำคัญคือสามารถดูย้อนหลังได้ อะไรที่ ส.ส. พูดหรือตัดสินใจอะไร มันเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกในอินเตอร์เน็ตตลอดไป ฉะนั้นเขาจะบิดพริ้วว่าไม่เคยพูดไม่ได้ ดังนั้นถือว่าประชาชนมีเครื่องมือที่จะส่งเสียงไปยังนักการเมือง และพวกเขาก็คงมาย้อนดูด้วยว่าประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อตัวเขาหรือพรรคอย่างไร ดังนั้นประชาชนจึงเป็น Active Citizen ได้ง่ายขึ้น

หลายคนเบื่อการเมืองเพราะวุ่นวาย เพราะการถกเถียงและโจมตีกัน เหตุการณ์แบบนี้ไม่สงบจริง ๆ หรือเป็นเรื่องปกติ ?

มันเป็นเรื่องปกตินะ ไม่มีสังคมไหนที่คนคิดเหมือนกันทั้งหมด ยิ่งสังคมที่มีประชากร 60 กว่าล้านคนเราจะคาดหวังให้ทุกคนคิดเหมือนกันหมด มันเป็นไปไม่ได้ แบบนั้นคือผิดธรรมชาติ สังคมมีความหลากหลายทางความคิด ไม่ต้องไปไหนไกลเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนเราก็เห็นความหลากหลายทางความคิดแล้ว ในขณะที่สังคมยังมีความหลากหลายทางความคิดทำไมเราต้องคาดหวังให้ในสภาต้องมีเอกภาพ

ที่ผ่านมาทั้ง 5 ปีต่างหากที่ผิดปกติ ที่ทั้งสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยคณะรัฐประหารแต่งตั้ง ส.ส. ทั้งสภา ไม่มีสักคนที่ประชาชนเลือก และคนเหล่านั้นได้รับเงินเดือนมีศักดิ์เท่ากับ ส.ส. ที่ประชาชนเลือกมา เขาเหล่านี้ผ่านร่างกฎหมายไม่รู้กี่ร้อยฉบับใน 5 ปีที่ผ่านมาโดยที่เราไม่รู้เรื่องเลย ในการผ่านกฎหมายแต่ละฉบับแทบไม่มีการอภิปรายในสภาเพราะไม่มีฝ่ายค้าน ทุกฉบับผ่านด้วยเสียง 99%  นี่คือสิ่งที่ไม่ปกติ เพราะประชาชนมีส่วนร่วมไม่ได้และไม่มีเสียงคัดค้านอะไรเลย

ฉะนั้นสภาพที่เราเห็นในปัจจุบันคือเรื่องปกติ ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด สภาก็เป็นภาพจำลองสะท้อนความหลากหลายนี้ ซึ่งดีเพราะคนแต่ละกลุ่มที่คิดต่างกันจะรู้สึกว่าเขามีตัวแทนอยู่ในนั้น การโต้แย้งการอภิปรายและเห็นต่างเป็นเรื่องดีแล้ว เพราะกฎหมายแต่ละฉบับมันสำคัญกว่าจะผ่านออกมามันควรโต้แย้งให้เห็นหลายมุมทั้งข้อดีข้อเสีย เพียงแต่การอภิปรายอย่าลามไปถึงความรุนแรง เราอยากฟังความคิดเห็นในการอภิปรายที่มีข้อมูลและเหตุผลไม่ใช่การด่าทอหรือเหยียดกัน สภาควรจะเป็นที่ของข้อมูลความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

คิดอย่างไรที่คนหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่หรือในโลกออนไลน์ รวมถึงกระแสสังคม

อย่างการเปิดสภานั้นที่คนดูถล่มทลายหลายแสนคน เรตติ้งดีกว่าละคร ก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดีว่าทุกคนเข้าใจแล้วว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับเราทุกคน นักการเมืองทั่วโลกกลัวพลังนี้ คุณจะพูดหรือทำอะไรแบบไม่รับผิดชอบได้ยากขึ้นเพราะการตรวจสอบมันมากขึ้น เพียงแต่ประชาชนต้องตื่นตัวแบบนี้ไปตลอดไม่ใช่แค่วันสองวัน

ภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่ผิดลู่ผิดทาง แจ้งเกิดแบบไม่ได้มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการเมือง ในความเห็นของอาจารย์

สุดท้ายแล้วถ้าเขาแสดงออกไม่ดี พูดจานอกประเด็นไม่มีนโยบายอะไรมานำเสนอ ทุกสิ่งที่เขาทำก็เป็นการลงโทษตัวเอง ครั้งหน้าเขาก็จะไม่ได้รับเลือก ประชาชนมีเครื่องมือในการลงโทษนักการเมือง ง่ายที่สุดคือครั้งหน้าเราก็ไม่เลือกเขาเข้ามาอีก

รัฐศาสตร์สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง

รัฐศาสตรสอนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจผิด ด้วยชื่อวิชาภาษาไทยแปลไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ คำว่ารัฐศาสตร์คนอาจจะเข้าใจว่าศาสตร์แห่งรัฐ คนก็จะเข้าใจว่าเรียนเรื่องรัฐเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่ ถ้าจะแปลตรงตัวควรจะใช้คำว่า “ศาสตร์ว่าด้วยการเมือง” มากกว่า

Political Science (รัฐศาสตร์) สิ่งที่เราเรียนจริง ๆ คือเรื่องการเมือง ซึ่งการเมืองคือกิจกรรมที่เกี่ยวกับอำนาจ การจัดความสัมพันธ์อำนาจ การต่อสู้แย่งชิงอำนาจ การจัดสรรผลประโยชน์ของคนในสังคม และอย่างที่เรารู้ว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว จริง ๆ แล้วทุกประเด็นมันเป็นเรื่องการเมืองหมด ดังนั้นพอการเมืองอยู่ในทุกมิติ รัฐศาสตร์ในยุคปัจจุบันคือการศึกษาทุกเรื่อง ไม่ได้เรียนแต่เรื่องรัฐบาล รัฐสภา รัฐธรรมนูญ หรือการเลือกตั้งเท่านั้น

มิติอะไรที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับอำนาจเราศึกษาหมด เช่น อาจารบางท่านสอนการเมืองกับนวนิยาย เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะนิยายมันมีส่วนในการหล่อหลอมวิธีคิดหรือโลกทัศน์ของคน มันทรงอิทธิพลมากถ้าคุณสามารถแต่งหนังสือแล้วทำให้คนเชื่อในทางใดทางหนึ่งได้ แบบนี้ก็ถือว่ามีความสำพันธ์ทางอำนาจ

อาจารย์บางท่านสอนเรื่องการเมืองกับเพลง กับภาพยนตร์ บางท่านก็สอนเรื่องการเมืองกับสตรีนิยม มิติเรื่องเพศสภาพมันก็เกี่ยวข้องกับการเมือง ทำไมคนเพศเดียวกันแต่งงานกันไม่ได้ในหลายสังคม เพราะอะไร

ฉะนั้นพอเรามองการเมืองในความหมายกว้างแบบนี้มันจะสนุก มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นสถาบันที่น่าเบื่อ การเมืองอยู่ในทุกมิติในชีวิตประจำวันล้อมรอบตัวคุณ คุณเอาหนังเอาเพลงมาวิเคราะห์คุณก็เห็นการเมืองแล้ว

ด้วยกระแสที่คนหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น ทำให้รัฐศาสตร์เป็นอีกทางเลือกที่คนจะหันมาสนใจเพิ่มขึ้นไหม ?

ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งจริง ๆ นักศึกษาหรือเด็กรุ่นใหม่ ๆ ตื่นตัวมากขึ้น หลายคนที่มาสอบเข้าคณะนี้ก็อ่านหนังสือเยอะมากและหลากหลาย ไปงานสัปดาห์หนังสือก็พบว่าพวกเขาซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับการเมืองหรือประวัติศาสตร์การเมืองมาอ่าน

จริง ๆ แล้วไม่มีใครสอนการเมืองได้ดีเท่ากับสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ จะตำรากี่เล่มหรือนักวิชาการกี่คนไม่สามารถปลุกให้คนสนใจการเมืองได้ สิ่งที่ปลุกให้คนสนใจการเมืองได้จริงก็คือปัญหาทางการเมือง ถ้าสังคมไหนมีปัญหาทางการเมืองมากคนจะเกิดความใฝ่รู้และอยากหาคำตอบ

ในฐานะอาจารย์ คิดว่าบรรยากาศการเรียนแบบไหนที่โอเคกับนักศึกษาหรือเรื่องไหนที่นักศึกษาสนใจเป็นพิเศษ

มันก็ต้องเป็นความรู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริงได้ และผมคิดว่าไม่ว่าศาสตร์ใดก็ตามก็ควรทำหน้าที่ตรงนั้น คือเขาจะสนใจก็ต่อเมื่อสิ่งที่เรียนนั้นสามารถไปประยุกต์และทำให้มองสิ่งเหล่านี้ได้อย่างกระจ่างชัดมากขึ้น และสามารถมีคำอธิบายได้วิเคราะห์ได้ ตรงนี้แหละปัญญาจะเกิด

การเรียนจะสำคัญที่สุดเมื่อคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ครูมีหน้าที่แค่ให้เครื่องมือทางความคิด ให้นักศึกษาไปคิดได้ด้วยตัวเอง หลังจากที่เขาเรียนจบจากเราไปแล้ว เขาสามารถนำองค์ความรู้ที่ให้กับเขาเอาไปวิเคราะห์ต่อได้เอง

ฝากคำแนะนำสำหรับคนที่ตามข่าวการเมืองแล้วเครียด

อย่าไปเครียด คือการสนใจทางการเมืองเป็นเรื่องดี แต่ถ้าถึงขั้นเครียดนั่นไม่ดีกับสุขภาพจิตของเราเอง พยายามอ่านข้อมูลให้หลากหลายรอบด้าน ศึกษาเชิงลึกอย่าอ่านแค่ข่าวที่เป็นปรากฎการณ์รายวัน หาหนังสือมาอ่านให้ลงลึกลงไป เดี๋ยวนี้มีหนังสือดี ๆ มากมายให้อ่าน

และการที่การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและคนศึกษาหาความรู้ด้านการเมืองมันเป็นปรากฎการณ์ที่ดี แต่สิ่งที่สังคมเราต้องการอีกอย่างหนึ่งคือการแลกเปลี่ยนและสนทนาระหว่างคนที่เห็นไม่เหมือนกันด้วย ถ้าเราไปถึงจุดนั้นมันก็จะยิ่งดี

แทนที่เราคุยกับคนที่เห็นตรงกันกับเราเท่านั้น เราควรคุยและแลกเปลี่ยนโดยไม่ต้องด่าหรือทะเลาะบาดหมางกับคนที่เห็นต่างจากเรา และทำให้การเมืองมันกลายเป็นเรื่องปกติที่สนทนาได้บนโต๊ะอาหารหรือหมู่เพื่อนโดยไม่ต้องทะเลาะกัน การเมืองไม่ใช่เรื่องของการทำลายล้าง หากแต่เป็นเรื่องของการหากฎกติกาและรูปแบบในการอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคมของเรา