เหตุผลของการเลิกยึดถือความเชื่อของคนบางส่วนในปัจจุบัน

ในขณะที่โลกยังคงหมุนไป ทุกวันนี้พบว่าจำนวนคนที่ไม่นับถือศาสนาเพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยประมาณ 1,100 ล้านคนทั่วโลก นำโดยประเทศจีนที่มีประชากรที่ไม่นับถือศาสนาเกินกว่า 700 ล้านคน

ศาสนาตามทฤษฎีนั้นเชื่อว่าเกิดจากความกลัว ความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ ดังเช่น กลัวภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น กลัวต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงสร้างแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่คอยช่วยปัดเป่าเรื่องราวร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเรียกว่า “พระเจ้า” และจากนั้นความเชื่อในลักษณะนี้ก็ถูกเผยแพร่และกำเนิดเป็นศาสนาต่าง ๆ ตามกาลเวลา

แต่ละศาสนานั้นมีคำสอนที่ต่างแต่สอดคล้องกัน โดยมีหัวใจหลักคือการทำดีประพฤติดี อีกทั้งทุก ๆ ศาสนาต่างก็มีขนบธรรมเนียมการปฏิบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามความเชื่อและคำสอนของศาสดาแต่ละศาสนา มีสถานที่ที่ประกอบพิธีกรรม เช่น วัด มัสยิด โบสถ์ พร้อมทั้งคำภีร์ที่บรรจุคำสอนต่าง ๆ

แต่ในปัจจุบัน พบว่าจำนวนคนที่ไม่นับถือศาสนานั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

การไม่มีศาสนาไม่ใช่ศาสนา หลายคนอาจเชื่อว่าการเลือกไม่นับถือศาสนาอะไรเลยของคนในปัจจุบันนั้นเป็นเทรนด์และกระแสและลัทธิใหม่ที่คนไม่นับถือศาสนามารวมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพียงแต่คนเหล่านั้นเป็นคนที่เลือกที่จะไม่เชื่อในทุก ๆ ศาสนา ด้วยเหตุผลหนึ่งหรือมากกว่า หรืออาจเป็นเพราะความตระหนักในตนเองมากกว่าแต่ก่อน หมายความว่ายึดถือหลักเหตุผลของความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งอาจขัดกับคำสอนหรือธรรมเนียมของศาสนาจึงทำให้เลือกที่จะไม่นับถือศาสนาใดเลย กล่าวคือการรวมศูนย์กลางไว้ที่ตนเอง

เหตุผลหลัก ๆ ที่มักจะเห็นได้ชัดสำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาและไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาเลย คือ

ความรู้(แล้ว)ที่มากขึ้นในยุคปัจจุบัน กล่าวคือการรับรู้ทางด้านเหตุและผลในเรื่องต่าง ๆ ที่สามารถหาเหตุผลรองรับได้ รู้ที่มาของสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ และตั้งคำถามถึงการปฏิบัติบางอย่างในทางศาสนา และด้วยความเชื่อมั่นในความคิดตนมากกว่าจึงเกิดการเลิกเชื่อและหันหลังให้ศาสนา

การนับถือศาสนาไม่ส่งผลด้านดีต่อชีวิต ในข้อนี้มิได้หมายความว่าการนับถือศาสนานั้นไม่มีข้อดีอะไรเลย เพียงแต่สำหรับบางคนที่เลือกหันหลังให้กับการนับถือศาสนานั้นเกิดความรู้สึกว่า ศาสนาไม่แสดงผลกับการดำเนินชีวิต จะนับถือหรือไม่นับถือชีวิตก็เป็นเหมือนเดิม สุดท้ายแล้วจึงเลือกที่จะไม่นับถือศาสนา

เกิดความผิดหวังซ้ำซาก ทั้งกับบุคคลหรือตัวแทนทางศาสนานั้น ๆ เช่น การงมงานกับพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นพิธีของศาสนานั้น ๆ สร้างภาพพจน์เชิงลบให้กับคนอื่น ๆ จากข่าวสารหรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวเอง หรือการเห็นคนของศาสนาทำเรื่องเสื่อมเสียหรือผิดกฎหมาย จึงตระหนักได้ว่าการดำรงชีวิตแม้คนนับถือศาสนาก็ทำผิดได้ จึงเลือกไม่นับถือ

มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ไม่ใช่จากศาสนา คนไม่นับถือศาสนายึดถือหลักตามธรรมชาติ ความเป็นไปตามหลักเหตุและผลหรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งคำสอนหรือการประกอบพิธีกรรมของศาสนาอาจไม่ตอบโจทย์

อย่างไรก็ตามเรื่องของการนับถือศาสนายังถือเป็นเรื่องที่เปราะบางในสังคม ทุกคนมีความคิดไม่เหมือนกัน บางคนอาจรู้สึกเฉย ๆ กับการเลือกเชื่อ บางคนชี้นิ้วด่าคนอื่นที่เชื่อไม่เหมือนตนกลายเป็นการถกเถียงที่ไม่สิ้นสุด แต่สิ่งที่เหมือนกันที่ทุกคนเชื่อแม้จะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาก็ตาม คือการดำเนินชีวิตแบบรู้จักผลที่เกิดจากการกระทำ และการเคารพในความคิดไม่สร้างความเกลียดชังหรือเบียดเบียนคนอื่นถือเป็นสำคัญ