‘ศิลปะ’ ของแสลงของคนไม่อยากยอมรับความจริง

Human rights and Freedom quote – USA  ภาพจาก Unsplash

ภาพวาดเป็นอีกสื่อหนึ่งที่เป็นสากล ทุกหนทุกแห่งทั่วโลกย่อมมีการสร้างงานศิลปะ เป็นสื่อที่มีมาก่อนภาษาและตัวอักษรซะด้วยซ้ำ (ศิลปะถูกค้นพบในช่วงยุคหินเก่าตอนปลาย มาก่อนตัวอักษรและภาษาตั้งกว่าสามหมื่นปี)

ความเป็นภาษาสากลของงานศิลปะก็คือ เราสามารถเข้าใจงานศิลปะได้ทั่วทั้งโลกโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษาของพื้นที่นั้นแม้แต่คำเดียว

เคยได้ยินมาจากอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่ามีเพื่อนที่เรียนในเมืองนอกด้วยกันเป็นคนจีนที่พูดภาษาอังกฤษเกือบจะไม่ได้เลยซักคำเดียว แต่สามารถเรียนผ่านมาได้เพราะเรียนคณะศิลปะ ขอแค่คุณมีฝีมือ ภาษาก็ไม่ใช่อุปสรรคและไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะฉะนั้นเราอาจสรุปได้ว่าศิลปะเป็นสื่อที่ไร้พรมแดน

แล้วถามว่าศิลปะตอนนี้มีแค่ภาพวาดอย่างเดียวหรือ ไม่ใช่แล้ว ศิลปะแทบจะเป็นทุกอย่าง การแสดงก็ใช่ เพลง ภาพยนตร์ ละคร วรรณกรรม นวนิยาย ล้วนแล้วแต่จัดอยู่ในหมวดหมู่ศิลปะ

เหมือนกับที่เคยให้ข้อสังเกตไว้ใน ศิลปะที่อาจไม่ตรงปก : การปลูกฝังในสื่อ สำคัญกว่าที่เราคิด ว่าสื่อพวกนี้ถ้าใช้ให้เป็น และเป็นประโยชน์ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและปลูกฝังความคิดคนได้อย่างคิดไม่ถึง

ทำไมโอปป้าเกาหลีถึงถูกมองว่าอบอุ่น น่าคบหา เป็นสุภาพบุรุษ Gentle Man? ทำไมคนไทยในต่างแดนถึงได้ถูกถามอยู่ตลอดเวลาว่าประเทศคุณยังขี่ช้างไปเรียนอยู่รึเปล่า? ทำไมสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ดูมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำยุคกว่าคนอื่น?

นั่นเป็นผลมาจากสื่อจำพวกภาพยนตร์ ซีรีส์ และเพลงรึเปล่า?

อาจจะพูดไม่ได้ว่าส่งผลทั้งหมด แต่เป็นสาเหตุใหญ่ทีเดียว

มันเป็นเหมือนเครื่องมือการแสดงออกความอัดอั้น ส่วนอีกด้านเป็นเครื่องสร้างภาพลักษณ์

ศิลปะถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว บ้างก็ใช้นำเสนอความจริง แต่บ้างก็ใช้ปลูกฝังภาพที่สวยงาม แต่ความสวยงามที่อาจจะไม่จริงเหล่านั้นดันได้รับการยอมรับมากกว่าความจริงอยู่ตลอด

ให้ลองคิดเล่นๆ ระหว่างภาพ Nude กับ ภาพ Landscape คิดว่าภาพไหนจะถูกยอมรับในวงกว้างมากกว่ากัน? ก็ตอบว่าภาพทิวทัศน์อย่างไม่ต้องคิด

ทั้งๆ ที่ภาพเปลือยของทั้งหญิงและชายนั่นคือความจริง ถูกมั้ย?

นั่นคือร่างกายที่เรามี ทุกคนมีเหมือนกันทั้งโลก แบ่งเพศสภาพได้เป็นสองเพศ แต่ดั๊นนถูกมองว่าเป็นความอนาจาร ไม่ได้ยอมรับในทั่วไปซะงั้น (ซึ่งก็มาจากประสบการณ์ตรงอีกเหมือนกัน เพราะได้รับ’คำแนะนำ’ว่าให้นำผลงานเปลือยๆ ออกไปบ้าง เนื่องจากส่งผลงานขอทุน ผู้ใหญ่อาจจะไม่เข้าใจเรา… โอเค ได้ เราก็ทำตามแบบไม่ได้ขัดอะไร)

ผิดกับภาพทิวทัศน์ ภาพคนเกี่ยวข้าว ยิ้มแย้มแจ่มใส ที่เป็นความจริงเช่นกัน แต่ถูกยอมรับในวงกว้างมากกว่า

ให้ลองเอามาคิดกับอีกหลายประเด็น หลายแนวคิดที่ศิลปินเลือกนำมาทำเป็นงานศิลปะ ที่มาจากความอัดอั้นตันใจส่วนตัว อยากแสดงความคิดเห็นให้ออกมาในนามปากกาและลายเซ็นต์ตัวเอง

ศิลปินบางคนมีแค่พู่กัน สี ผ้าใบ สเปรย์ บางคนมีกลอน  บางคนมีเครื่องดนตรี ทำไมถึงได้โดนเพ่งเล็งทุกก้าวอย่างกับว่าอุปกรณ์เหล่านั้นสามารถนำมาซึ่งอาชญากรรมร้ายแรงได้

แต่เราอาจจะลืมพูดถึงอีกสองอย่างที่เป็นอาวุธของศิลปิน นั่นคือ สมอง และ ความจริง

ใครสามารถนำความจริงมาตีแผ่ให้เข้าใจง่ายแต่มีศิลปะ มีทางซิกแซ็กหักหลบ ก็จะสามารถสร้างผลงานสะท้อนสังคมออกมาได้เรื่อยๆ

ส่วนใครไม่ถนัด อาจจะต้องพึ่งท้องฟ้า แม่น้ำ ลำธารสวยงามกันไปก่อน

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่เรายังเห็นการปิดหูปิดตาคนจากสื่อที่ไร้พรมแดนเหล่านี้ เพราะไม่ต้องการให้มีความเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการให้ชุดความคิดแห่งความจริงนี้ไปเปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ กับความเชื่อที่ว่า แบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว

ในเมื่อเรายังมีสมอง มีสองมือ มีสื่อให้แสดงออกเยอะขึ้น ในยุคนี้ก็คงต้องโซเชียลมีเดีย เราอยากนำเสนอความคิดอะไรก็ย่อมทำได้  ขอแค่เป็นความจริง เท่านั้นก็จะสามารถดึงดูดคนที่มีความคิดคล้ายกับเราเข้าร่วมวงสนทนาได้

ในทางกลับกัน ก็ต้องตั้งรับกับฟีดแบคอีกหลายฝั่งที่อาจจะมีชุดความคิดไม่ตรงกับเราเลย

.