สื่อกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อดำรงอยู่ และ การลดความขัดแย้งทางข้อมูล โดย ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

สื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดียจะเข้ามาแทนที่สื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ไหม

จริง ๆ อย่างที่เรารู้กันสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นนอกจากโซเชียลมีเดียก็มีสื่ออื่น ๆ อีกอย่างที่เราเรียกกันว่า สื่อดิจิตอล มันเข้ามาแทนที่ทั้งสื่อดั้งเดิมที่มีทั้ง หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี หลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่แทบจะเรียกว่าเสพสื่อดั้งเดิมน้อยมาก ยิ่งสื่อหนังสือพิมพ์ไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่มีใครซื้อหนังสือพิมพ์อ่านกันแล้ว เราจะเห็นได้ดังปรากฏการณ์หนังสือพิมพ์ที่ปิดตัวลง หรือในส่วนของนิตยสารที่ทยอยปิดตัวลง สื่อวิทยุก็เช่นเดียวกัน รวมถึงในทีวีด้วย

คนรุ่นใหม่ไม่ได้เสพข้อมูลข่าวสารจากสื่อเดิม เพียงแต่เปลี่ยนบางรายการที่อยู่ทีวีแต่ไปอยู่บนแพล็ตฟอร์มดิจิตอลออนไลน์ หรือดูผ่านการแชร์ทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจน ในอนาคตมันยิ่งจะเปลี่ยนไวมากขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยี 4G เป็น 5G หรือในส่วนของเครือข่ายที่ครอบคลุมไปได้มากขึ้น ยิ่งทำให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมของการเสพสื่อมากขึ้น ซึ่งปรากฏขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่ในไทย

การปรับตัวของสื่อปัจจุบัน แบบไหนถึงจะไปรอด

ไม่ใช่ว่าสื่อเก่าจะล้อมหายตายจากไปเลย เพียงแต่ว่าบทบาทความสำคัญจะลดน้อยลง หลายคนจึงตั้งคำถามว่าบทบาทของสื่อสารมวลชนอาจจะน้อยลง แต่จะไปอยู่ในสื่อเฉพาะกลุ่ม เช่นคนสนใจเรื่องแมวก็จะไปเสพเฉพาะเรื่องแมว ลักษณะสื่อแบบโดยรวมนั้นอาจจะน้อยลง

ถ้าถามว่าอะไรรอดบ้าง มันอาจจะรอดทั้งหมดเพียงแต่ความสำคัญลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ

นักศึกษาที่เรียนด้านสื่อ เช่น นิเทศศาสตร์ จะมีสิทธิ์ตกงาน

การตกงานเพราะนักข่าวในสื่อดั้งเดิมไม่มีการปรับตัว อย่างคนที่อาวุโสเงินเดือนสูงแต่ไม่ปรับตัวไม่สามารถทำงานได้หลากหลายก็จะเจอภาวะ layoff กันค่อนข้างมาก แต่ถ้าในคนรุ่นใหม่ที่สามารถนำเสนอข่าวสาร คนยังต้องการเสพข้อมูลข่าวสาร เพียงแต่เปลี่ยนแพล็ตฟอร์ม รูปแบบการเล่าเรื่อง เรายังต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอีกซีกโลก หรือเกิดอะไรขึ้นในสังคมเรา เราต้องการรู้ในหลาย ๆ เรื่องมากขึ้น

เพราะฉะนั้นอาชีพที่เรียกว่า Content Creator ยังมีความสำคัญ และแน่นอนยังโยงไปถึงการเรียนนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ยังมีความสำคัญอยู่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนในเรื่องเนื้อหาและเทคนิค

โฆษณาชวนเชื่อยังทำงานได้ดีไหม หากเปรียบจากอดีตและปัจจุบัน

โฆษณาชวนเชื่อนั้นมีหลายอย่าง ข่าวปลอมที่มโนขึ้นมาเท็จทั้งหมด หรือจริงในบางส่วนและเสริมแต่งเพิ่มในบางอย่าง หรือแบบจริงแต่นำเสนอไม่ครบถ้วน มันเกิดขึ้นมานานแล้วและยังคงอยู่ แต่พออยู่ในสังคมออนไลน์แล้วมันแพร่กระจายได้ไว ในสื่อดั้งเดิมอย่างน้อยมีกองบรรณาธิการในการคัดกรองข้อมูลข่าวสาร มีคนตรวจสอบว่าจริงหรือไม่จริง

แต่วันนี้ทุกคนรับข้อมูลข่าวสารแล้วพร้อมส่งหรือแสดงความคิดเห็นทันที เพราะงั้นข่าวสารที่ไม่ถูกต้องหรือเกินจริงมันไม่มีคนคัดกรอง แต่พร้อมที่จะส่งต่อหรือที่เรียกว่า “เกรียน” มันจึงแพร่กระจายได้ไวและก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในทุกสังคมทั่วโลกในวันนี้

การเผยแพร่ข่าวปลอมและการโจมตีด้วยข่าวที่ปลอมกว่าเป็นการประชด ส่งผลอย่างไร

ชัดเจนว่าข่าวปลอมส่งผลกระทบต่อองค์กรที่นำเสนอ ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบให้สังคมที่เสพรับข้อมูลข่าวสาร ทั้งบุคคลในข่าวหรือผู้ใดก็ตามที่ข่าวนั้นส่งผลสะเทือนขึ้น เช่น เรื่องโรคระบาดก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลของคนในสังคม หรือการหลอกขายสินค้าและบริการที่ไม่ได้คุณภาพ หรือเรื่องของความเชื่อต่าง ๆ ที่ทำให้คนหลงเชื่อ ส่งผลทั้งเสียเงิน ทำลายสุขภาพ เสียชีวิตก็มี

ซึ่งเป็นข้อมูลที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างคือทั้งสังคม และองค์กรเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จก็เป็นการทำลายชื่อเสียงของตัวเอง

มุมมองด้านจรรยาบรรณความเป็นสื่อมวลชนที่ดี

คำว่าจรรยาบรรณคืออะไร จรรยาบรรณนั้นแตกต่างจากกฎหมาย กฎหมายค่อนข้างชัดเจนว่าถ้าคุณไม่ทำ 1 2 3 4 5 คุณผิดและถูกจับดำเนินคดี แต่จรรยาบรรณคือเรื่องที่คนในวิชาชีพคิดตรงกันว่าอะไรควรอะไรไม่ควร มันเหนือกว่ากฎหมาย มันไม่ผิดในกฎหมายแต่ผิดในเชิงจรรยาบรรณ เพราะฉะนั้นคนในวิชาชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อ เขาคุยกันแล้วว่ามีจรรยาบรรณอะไรบ้างที่ควรนำเสนอหรือไม่ควรนำเสนอ ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของเด็กและสตรี เรื่องปัญหาครอบครัวอะไรต่าง ๆ ก็มีความเข้าใจตรงกันว่า ไม่ควรนำเสนอเพราะจะกระทบสิทธิ์ของเด็ก เรื่องของสตรีที่ถูกทำร้าย เป็นต้น

แต่ถ้าเรื่องจรรยาบรรณที่มีไม่ได้นำไปปฏิบัติจริงจัง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความน่าเชื่อถือขององค์กรวิชาชีพนั้น ๆ มากกว่า ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องจับตามอง

กับคำพูดที่มีคนบอกว่า “แค่มีโซเชียลในมือ ก็เป็นสื่อได้แล้ว”

ก็ถูก แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองนำเสนอ รับผิดชอบกับสิ่งที่เราเผยแพร่ออกไปในสื่ออะไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อมืออาชีพ คุณนำเสนอเรื่องราวในเฟซบุ๊ค ถ้าคุณกล่าวหาโจมตีผู้อื่นที่มันเกิดผลกระทบมันก็อาจจะมีความผิดตามกฎหมายด้วย ขณะเดียวกันก็ก่อความกระทบกับสังคมอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน จึงต้องระมัดระวัง เพราะฉะนั้นถ้าจะโพสต์ก็ขอให้คิดให้ดีก่อนที่จะนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ

วาทกรรมแบ่งฝ่ายสร้างความขัดแย้งจะหายไปจากสังคมไหม

เรื่องของวาทกรรมแบ่งฝ่ายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา คำว่าเจตนาก็คือ การจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องการให้คนทั่วไปสนับสนุนฝ่ายตนและไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนที่ไม่ได้เจตนาคือคนเลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและเลือกที่จะปฏิเสธข้อมูลจากอีกฝ่ายไปเลย ซึ่งมีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Echo Chamber หรือที่เรียกว่าเสียงก้องสะท้อน ที่เมื่อเราอยู่ในสังคมออนไลน์ เราจะเลือกเชื่อ เลือกเพื่อนที่คิดคล้าย ๆ กัน เมื่อคิดคล้าย ๆ กันก็ไปปฏิเสธข่าวสารอีกด้านหนึ่ง ทั้งที่ข้อมูลข่าวสารของอีกด้านนั้นอาจเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือเลือกเชื่อข่าวปลอมที่สนับสนุนความคิดของเราเอง ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้น เพราะเรารับข้อมูลข่าวสารแบบเดียว

และบางครั้งเรารับข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ ข่าวปลอม วาทกรรมที่โจมตีฝ่ายตรงข้ามที่เป็นเท็จเพราะสอดคล้องกับความคิดของเรา ในฐานะผู้เสพสื่อ ต่อให้เราคิดหรือเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งเรื่องการเมือง ก็ต้องเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกับข้อมูลที่เราได้รับว่าจริงมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงสอดคล้องกับความคิดของเราเท่านั้น