“ชีวิตหนี้” ทุกขภาวะทางการเงินของคนไทยยุคนี้

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าจะสะกิดเตือนคนไทยในยุคบริโภคนิยมได้ดี โดยตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ นั้นระบุว่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ของไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 89 ประเทศ และ อยู่ในอันดับที่ 3 ของเอเชีย ซึ่งนั่นเท่ากับว่า คนไทยกำลังก่อหนี้ส่วนบุคคล อันหมายถึงบ้าน รถยนต์ และ หนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ บัตรเครดิต สูงขึ้นเรื่อยๆ และ อาจมีปัญหาในการชำระหนี้ตามมา เพราะปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกรวมไปถึงเมืองไทยนั้นอยู่ในสภาพที่ชะลอตัว แล้วหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้นบอกอะไรเราบ้างมาไล่ดูกัน

การก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย

บ้านเป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต การก่อหนี้เพื่อซื้อบ้านไม่ใช่เรื่องผิด และ การซื้อบ้านโดยผ่อนกับธนาคารก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว แต่ทำไมหนี้ครัวเรือน ที่เป็นการก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยถึงกลายเป็นเรื่องที่ทางภาครัฐต้องออกมาเตือนหรือระวังการปล่อยสินเชื่อละ คำตอบคือ การซื้อบ้านที่ผ่านมานั้น มีการผ่อนผันกฎเกณฑ์จากทางธนาคารให้สามารถกู้ได้ง่ายขึ้น ทำให้คนที่คิดซื้อบ้านนั้นซื้อบ้านในราคาที่สูง และ ยอดต่องวดที่ต้องส่งอยู่ในระดับ 50 เปอร์เซนต์ของรายได้ ทำให้การดำรงชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น และ ทำให้ต้องสร้างภาระต่อด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล และ บัตรเครดิต

ขณะเดียวกันก็ยังมีนักเก็งกำไร หรือ คนที่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นการลงทุน บางรายซื้อบ้านทีเดียวสองหลัง หรือ ซื้อบ้าน พร้อมกับคอนโด เพราะหวังว่าจะปล่อยให้เช่า หรือขายเพื่อทำกำไร แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การปล่อยเช่า หรือ ขายในเวลาอันรวดเร็วนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คิด และทำให้นักเก็งกำไรต่างต้องแบกรับภาระเอาไว้ บางรายสู้ไม่ไหว ก็จะกลายเป็นหนี้เสีย ดังนั้นเมื่อสินเชื่อบ้านคิดเป็น 49 เปอร์เซนต์ ของสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการมาควบคุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งทำให้ต่อจากนี้การขอสินเชื่อบ้าน จะต้องมีการพิจารณามากขึ้น

การก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล

จะว่าไปแล้ว หนี้ครัวเรือนที่เกิดจากการซื้อบ้านยังไม่น่ากลัวเท่ากับสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล อันหมายถึง สินเชื่อบุคคลที่เป็นเงินสด หรือ บัตรเครดิต เพราะสินเชื่อในรูปแบบดังกล่าวมี ดอกเบี้ยที่สูง ถ้าจะเอาให้ชัดเจนก็คือการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ อันที่จริงแล้วสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล นั้นถ้าใช้เป็นก็จะช่วยในภาวะฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี เพราะสินเชื่อประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เช่นนั้น

แต่ปรากฎว่าการใช้สินเชื่อเพื่อการบริโภคในปัจจุบันของคนส่วนใหญ่มักใช้ไปตามค่านิยม ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างหรูหรา การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยใช้เงินในอนาคต หรือ แม้แต่การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อแสดงถึงฐานะ ทางสังคมและทำให้ การก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เพิ่มขื้นเรื่อยๆซึ่งตัวผู้บริโภคเอง ควรจะรู้ข้อจำกัดในการใช้เงินของตนเอง และ ทางภาครัฐก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น กับกลุ่มผู้ที่มีภาระหนี้สูง

การก่อหนี้จากสินเชื่อรถยนต์

ก่อนหน้านี้มีรายงานจาก TDRI ระบุว่าการใช้ขนส่งมวลชนระบบรางในเมืองไทยน้้นมีราคาสูง ขณะเดียวกันสภาพการเดินทางในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดนั้นยังคงต้องอาศัยรถส่วนตัว หรือ จักรยานยนต์เป็นสำคัญ เพราะระบบขนส่งมวลชนที่ไม่พอเพียงและไม่ทั่วถึง ถ้าจะบอกว่าการก่อหนี้จากสินเชื่อรถยนต์ คือสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่ต้องคิดถึงคนที่มีบ้านอยู่รอบนอกกรุงเทพฯ และต้องเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯชั้นใน แล้วต้องนั่งรถเมล์มากกว่าสามต่อ การมีรถยนต์ส่วนตัวก็เป็นทางเลือกที่คนกลุ่มนี้ต้องการ

ขณะเดียวกันการเป็นเจ้าของรถยนต์ หรือ จักรยานยนต์ นั้นไม่ใช่เรื่องยากมีการปล่อยสินเชื่อง่ายกว่าในอดีต ทำให้การซื้อรถของคนในปัจจุบัน อาจขาดความยับยั้งชั่งใจ และทำให้ปัจจุบันคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์นั้นมีแนวโน้มที่แย่ลง ซึ่ง สภาพัฒน์ฯ ได้เสนอแนะว่าภาครัฐควรจะกำกับดูแลสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ให้เข้มงวดมากกว่าเดิม ถึงผู้ที่ซื้อ และ ผู้ที่ปล่อยสินเชื่อให้มีดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่เป็นธรรม

เมื่อทราบที่มาที่ไปของหนี้ครัวเรือนแล้ว เราในฐานะผู้บริโภคเอง ก็ควรตระหนักเป็นอย่างยิ่งต่อการก่อหนี้แต่ละก้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังชะลอตัวลง การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจ้างงานในปัจจุบันที่หลายอาชีพหายไป ยิ่งทำให้ผู้บริโภคอย่างเราต้องคิดให้หนักก่อนที่จะก่อหนี้ที่มีภาระผูกผันระยะยาว และเมื่อถึงเวลานี้ การถือเงินสด และ ปลอดหนี้ถือว่าอยู่ในสภาวะการที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว