‘ใครเป็นนายกฯ เราก็ทำมาหากินกันเหมือนเดิมนั่นแหละ’ จริงหรือ ?

ภายหลังจากบรรยากาศร้อนระอุทางการเมืองของไทย ทุกหน้าข่าวและโลกโซเชียลเต็มไปด้วยความคิดเห็นเชิงการเมืองทั้งจากนักวิชาการและคนทั่วไป เห็นได้ชัดว่าผู้คนให้ความสนใจกับการเมืองอยู่ไม่น้อย

การแสดงความคิดเห็นกันอย่างอิสระเปิดเผย นำไปสู่การถกเถียงที่ยืดยาว ผู้คนแตกออกเป็นสองฝ่ายหลัก ๆ แบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ต่างฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ส.ส. ในขั้วที่ตนไม่ได้สนับสนุนกันอย่างเต็มที่ จากการถกเถียง ยกระดับไปสู่การด่าทอ ร้อยพันเหตุผลที่ขุดกันขึ้นมารับรองความคิดของตนที่เชื่อมั่นว่าถูกที่สุด และหนึ่งในประโยคที่ทำให้ผู้คนถกเถียงกันมากที่สุดคือ “ใครเป็นนายกฯก็เหมือนกัน สุดท้ายชีวิตก็เหมือนเดิม ต้องทำมาหากินยู่ดี”

จริงไหม ใช่เปล่า

จะว่าไป ประโยค “ใครเป็นนายกฯก็เหมือนกัน สุดท้ายชีวิตก็เหมือนเดิม ต้องทำมาหากินยู่ดี” ก็มีทั้งส่วนที่ถูกต้อง และส่วนที่เข้าใจผิดปนเปกันอยู่ภายใน

กล่าวคือ จริงอยู่ ไม่ว่าใครจะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ประชาชนอย่างเราก็ยังต้องใช้ชีวิตของตนกันต่อไป ทำมาหากินหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองและครอบครัว อันนี้คือความจริงแบบผิวเผิน

แต่หากมองภาพรวมให้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะให้ใครมานั่งเก้าอี้นายกฯแล้วผลหรือคุณภาพชีวิตประชาชนจะออกมาในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะในส่วนนี้ประกอบไปด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่จะส่งผลถึงการดำเนินชีวิตและความเป็นไปของเศรษฐกิจและสังคม

ปัจจัยที่แตกต่าง

ทัศนคติ การดำเนินงานตามนโยบาย การร่วมมือกันทำงาน ล้วนส่งผลต่อทุกชีวิตในสังคมทั้งนั้น สังเกตได้ง่ายทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคุณสมกับคำว่าคุณภาพหรือยัง ชีวิตชาวเมืองที่ต้องนั่งรถประจำทาง เดินฝ่าทางเท้า ฝนตกทีนึงน้ำท่วม การจราจรติดขัด ผู้คนยืนรอรถเมล์กันล้นหลาม ภาพทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเป็นผลพวงของการบริหารงานจากภาครัฐทั้งสิ้น

ในคำที่ว่า ชีวิตก็เหมือนเดิม ต้องทำมาหากินอยู่ดี ใช่! เราก็ต้องทำมาหากินกันต่อไปเพราะมันคือหน้าที่ของเรา ทุกคนเปรียบเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนสังคม

แต่ในการใช้ชีวิต ในการทำมาหากินของเรามันคือหน้าที่ของเรา หากได้ดำเนินอยู่ในสังคมที่รัฐบาลทำหน้าที่อย่างขันแข็ง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่สุด ทำจริงตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ทุกคนแฮปปี้ บ้านเมืองมีคุณภาพขยายเป็นวงกว้าง

ที่น่าคิดไปกว่านั้น เราทุกคนมีส่วนในการจ่ายภาษีให้ประเทศ และก้อนเงินเหล่านั้นที่เรียกว่าภาษีเป็นหน้าที่ของเขาในการนำไปจัดการบริหาร และกับสภาพทุกวันนี้มันคุ้มแล้วหรือยังกับเม็ดเงินที่เสียไป

นโยบายที่เป็นประโยชน์และมีดุลยภาพ

ขอยกตัวอย่างนโยบายการคิดริเริ่มดำเนินงานของภาครัฐในการผลักดันสังคม เช่น “มารดาประชารัฐ” ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจพบว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมสูงวัย โดยจะเป็นอย่างเต็มตัวในปี 2564 จากอัตราการเกิดที่ลดลง

พรรคการเมืองต่างชูนโยบายผลักดันอัตราการเกิด โดยมอบสวัสดิการเป็นเม็ดเงินให้กับพ่อแม่ที่ให้กำเนิดบุตรหรือตั้งท้อง ดังเช่นพรรคพลังประชารัฐที่ตั้งนโยบายแจกเงินให้กับมารดาที่ท้องครอบคลุมไปจนบุตรโต ระหว่างตั้งครรภ์ 3,000 บาท/เดือน ตอนคลอด 10,000 บาท และเงินรายเดือนเลี้ยงดู 2,000 บาท/เดือน จนเด็กอายุ 6 ขวบ รวมทั้งสิ้น 181,000 บาทต่อบุตร 1 คน

หรือพรรคอนาคตใหม่ที่มีนโยบาย แจกเงินเพื่อเพิ่มอัตราการเกิดเช่นกัน ด้วย 1,200 บาท/เดือน ตั้งแต่ช่วง 0 – 6 ปี และเงินสนับสนุนเยาวชน 18 – 22 ปี 2,200 บาท/เดือน

ทั้งนี้เพราะเล็งเก็นถึงอัตราการเกิดที่ลดลงและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงมีเป้าหมายของนโยบายเป็นการเร่งการให้กำเนิด

แต่ในสภาพสังคมที่วัยทำงานและคนที่พร้อม ไม่ต้องการสร้างครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ แต่อัตราการตั้งครรภ์ของเยาวชนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้เป็นอัตราในการเร่งจำนวนของคุณแม่วัยใส และการใช้เงินในทิศทางอื่นนอกจากการเลี้ยงลูก จึงดูเป็นทิศทางของนโยบายที่รัฐควรจะใช้ภาษีพัฒนาด้านอื่นมากกว่าหรือไม่ เช่น คุณภาพการศึกษา ซึ่งอาจเป็นความคุ้มดุลทางการคลังมากกว่า เป็นต้น

การเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม เพราะทุกอย่างล้วนเป็นการเมืองในชีวิตประจำวันของคุณ คุณได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นโยบายและการแก้ปัญหาที่ไร้ประสิทธิภาพนำมาซึ่งภาพที่เราเห็นจนชินตา 

ราคาอาหารที่แพงขึ้น ค่ารถโดยสารที่แพงขึ้นแต่สวนทางกับการบริการที่แย่ลง มลพิษที่ทุกคนได้ประสบ ความเครียดของคน ก็เพราะการเมืองทั้งนั้น ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวโยงกันทั้งสิ้น