“ชายชื่ออูเว” ผู้ชายธรรมดาที่คุณต้องจดจำ

น้องที่สนิทและรู้จักกันมานานแรมปี เอ่ยถึงชื่อหนังสือเล่มนี้กับผู้เขียนว่า “แนะนำ ‘ชายชื่ออูเว่’ เหมาะกับพี่” ต้องบอกว่านี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้อ่านงานเขียนของ นักเขียนชาวสวีเดน และเมื่อได้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ก็ต้องเจอกับ ความคุ้นเคยในอดีต อย่างรถยี่ห้อ “ซาบ” (SAAB) รถที่สัญชาติสวีดิช ที่สร้างชื่อเสียงเป็นอย่างดีในตลาดรถยนต์โลก (ปัจจุบัน ซาบ ได้ยุติการผลิตรถยนต์แล้ว)

การได้อ่านงานเขียนของ นักเขียนชาวสวีเดน ทำให้ได้เห็นสภาพสังคมที่แตกต่างไปจากยุโรป อังกฤษ อเมริกา หรือ แม้กระทั่งญี่ปุ่น เพราะความเป็นระเบียบของสวีเดน นั้นไม่ใช่ความเป็นระเบียบที่เย็นชา หากแต่ผู้คนต่างเอาใจใส่ต่อสังคม และ อาจเป็นสิ่งที่คนไทยอย่างเราไม่คุ้นเคย แต่สิ่งที่คนไทย และ คนในทุกสังคมมี คือคนขี้หงุดหงิด ที่เรามักตัดสินเขาด้วยคำประเภทที่ว่า “หงุดหงิดอะไรหนักหนา” หรือ “ปล่อยวางบ้างก็ได้มั้ง” หรือ “ไม่เอาน่าอย่าไปซีเรียส” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความหงุดหงิดของ “อูเว่” นั้นได้ทำให้สังคมนั้นน่าอยู่ขึ้น ในสังคมปัจจุบันที่ทุกคนฉาบเอาไว้ด้วยเปลือกอันสวยงาม

นอกจาก “ชายชื่อ อูเว่” จะทำให้คุณหัวเราะและร้องไห้ ไปกับชายขี้หงุดหงิดชาวสวีเดน คนนี้แล้ว การดำเนินชีวิตของ อูเว่ น่าจะทำให้หลายคนได้ทบทวน ถึงสิ่งที่ผ่านมา กำลังเกิดขึ้น และ กำลังจะไปถึงของการใช้ชีวิต ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าเพื่อนที่เคยสนิท ทำไมปัจจุบันถึงได้หมางเมินกันไป คนที่พบเจอในปัจจุบันเราที่เรารู้สึกไม่ถูกใจ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ในอนาคตที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ แต่เราวางแผน และ ทำให้ตัวเองพร้อมที่จะรับมือกับมันได้ เหมือนดังที่ อูเว่ คิดถึง รูนเพื่อนรักของเขา “เรามักเห็นเวลาเป็นของตาย เราคิดว่าเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรให้กับคนอื่น มีเวลาเหลือเฟือที่จะพูดอะไรกับพวกเขา” แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น

“ชายชื่ออูเว่” เป็นหนังสือที่คุณต้องอ่านให้จบภายในรอบเดียว และถึงคุณจะบอกว่าไม่สามารถทำได้ แต่อูเว่ ก็จะพาคุณดำดิ่งลงไปในโลกของเขา ให้คุณได้รู้ว่า ภายใต้ความหงุดหงิดที่ถูกฉาบอยู่ภายนอกนั้น แท้จริงแล้วภายใน นั้นมีความรู้สึกใดแอบซ่อนอยู่ เหมือนที่ ช่วงหนึ่งของหนังสือเล่าเอาไว้ว่า “ถ้าลองว่าคุณได้เริ่มขุดคุ้ยอดีตของใครสักคนแล้ว คุณจะต้องเจออะไรสักอย่างที่พวกเขาอยากเก็บเป็นความลับ อะไรสักอย่างที่พวกเขาอยากจะลืม”

นี่คือหนังสือที่คุ้มค่าต่อการอ่านอย่างที่สุดเล่มหนึ่งในปีนี้เลยทีเดียว