ศิลปะห่างไกลคนไทย เพราะต้องปีนกระไดดู?

เราจะชอบได้ยินประโยคว่า “จะดูศิลปะให้รู้เรื่องต้องปีนกระไดดู” เหมือนเป็นการเปรียบเทียบว่ามันเข้าถึงยาก ต้องพยายาม แล้วก็เป็นอีกอย่างที่ผลักให้คนที่ไม่อินในศิลปะ ห่างจากการชื่นชมงานศิลปะไปเรื่อยๆ อีกต่างหาก

ศิลปะเข้าใจยากหรือมันถูกทำให้เข้าใจยาก?

หลายครั้งที่ดูงานศิลปะก็เกิดคำถามนี้บ่อยขึ้น การใช้คำศัพท์อธิบายงานที่ยากเกินจะเข้าใจ ต้องแปลไทยเป็นไทยกันอีกที เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปเลือกจะหันหลังให้งานศิลปะ หรือบางอย่างเราก็พยายามจะเข้าใจแล้ว แต่การพยายามเข้าใจศิลปะมันแอบยากกัน เพราะมันเหมือนการพยายามเข้าใจจิตใจคนนั่นแหละ งานแต่ละงานมันเป็นสิ่งที่ศิลปินอยากวาด อยากแสดงออกสิ่งที่อยู่ในจิตใจเค้า เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเค้าคิดอะไรอยู่ บางคนอาจจะแสดงออกมาเป็นภาพเหมือนจริงตรงๆ เลย อันนั้นก็เข้าใจง่าย แต่บางคนมาแบบนามธรรม สาดสีไปมา รูปทรงที่ไม่มีความหมาย บ้างก็มาเป็นคอนเซปต์ไม่เน้นงาน การที่เราจะไปเข้าใจเค้าได้ทุกข้อความที่เค้าอาจจะสื่อคงเป็นเรื่องยาก

ความยากในการเข้าใจจิตใจคนก็เรื่องนึงแล้ว แถมยังต้องมาเจอศัพท์ชั้นสูง บวกกับการอธิบายที่อาจทำให้เรางงกว่าเดิม คนเลยเลือกที่จะเดินหันหลังให้ก็ไม่แปลก 

สภาพสังคมรสนิยมไม่สอดคล้องกับการเสพย์ศิลปะเพื่อจรรโลงใจ 

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานะครอบครัว สังคม และรสนิยม แทบทุกอย่างเป็นปัจจัยหลักๆ ต่อการเสพย์งานศิลปะเลยแหละ

“ไม่ว่าจะมีเงินน้อยเท่าไร แต่ถ้าสิ่งนั้นจำเป็นในชีวิตหรือจิตใจ ยังไงเราก็ต้องดิ้นรนขวนขวายเอามันมาจนได้

แต่กลับกัน ถึงจะมีเงินซักร้อยล้าน แต่ถ้าไม่สนใจศิลปะ และมันไม่จำเป็นต่อชีวิตซะอย่าง จะดั้นด้นเอามาทำไม”

นั่นแหละคือรสนิยม สิ่งที่เราไม่สามารถบังคับใครได้ แต่รสนิยมสามารถปลูกฝังได้

สภาพสังคมก็เกี่ยวด้วย ถ้าไม่มีมิวเซียม แกลเลอรี่ที่ดี มีผลงานน่าสนใจคอยเสิร์ฟเราอยู่เสมอ มันก็จะเป็นอีกทางเลือกให้คนไปพักผ่อนหย่อนใจและหาความสุข

หรือฐานะก็เกี่ยว ถ้าเราเป็นคนทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ก็จะไม่มีเวลามาสนใจสิ่งจรรโลงใจหรืองานศิลปะเหมือนกัน

ศิลปะมันปลูกฝังกันได้

เราสังเกตตั้งแต่ประถมมัธยมเลยก็ได้ วิชาศิลปะเป็นวิชาที่ชั่วโมงเรียนน้อยที่สุดมาตลอดแหละ นั่นคือ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แทบจะเท่ากันทั้งประเทศ และส่วนใหญ่ไม่ได้มีหลักสูตรตายตัว ไม่ได้แบ่งว่าต้องวาดรูปเท่าไร หรือเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีศิลปะเท่าไร คือถ้าอยากรู้เรื่องศิลปะอยากถูกต้องและครบถ้วนอาจจะต้องไปหาอ่านกันเอง เรียกว่าเป็นวิชาปฏิบัติก็ไม่ได้ทฤษฎีก็ไม่ถึง

อาจจะไม่ต้องสอนให้ทุกคนวาดรูปเหมือนได้ แต่อย่างน้อยควรสอนให้รู้จักคุณค่าของงานศิลปะ และวัฒนธรรม หลายคนอาจจะชอบนึกว่าศิลปะเป็นเรื่องของพรสวรรค์ซะมากกว่า ประมาณว่าคนที่วาดรูปเก่งก็คือเก่งอยู่แล้ว เพราะเค้าเก่ง แต่อาจจะลืมมองในมุมที่ไม่มีใครเก่งอะไรตั้งแต่เกิด เค้าต้องพยายามทำ พยายามฝึกฝนตัวเองจนกว่าจะมา ‘เก่ง’ เหมือนตอนนี้ ถ้าทำให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการกว่าจะมาเป็นศิลปะ เชื่อว่าทุกคนต้องเข้าใจและเห็นคุณค่ามันมากขึ้น 

เพราะศิลปะที่เราว่าชั้นสูง บางทีอาจจะเป็นเพียงค่านิยมที่เอาไว้ยกสถานะทางรสนิยมและสถานะทางการเงินเท่านั้น

ความคิดนี้ตกตะกอนมาจากการได้ไปมิวเซียม หรือแกลเลอรี่หลายๆ ที่ บรรยากาศการไปชมงานศิลปะไม่ได้มีเพียงการเข้าไปดูงาน อ่านทำความเข้าใจคอนเซปต์ ตั้งคำถาม หรือพูดคุยกับศิลปินเจ้าของผลงานเท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นสีสันอย่างหนึ่งคือมันเหมือนการเข้าสังคม ไปพบปะคนที่สนใจในศิลปะเหมือนกันและพูดคุยกันเกี่ยวกับงานศิลปะ และสิ่งที่ได้มาอีกนั่นก็คือถึงแม้เราจะไม่ได้เข้าสังคม แต่เราก็ยังสามารถเข้าใจงานศิลปะได้ ด้วยการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็น หากมันไม่มีคำตอบในคำอธิบาย ก็ให้เราตีความไปตามความเข้าใจและประสบการณ์ตัวเอง

เพราะงานศิลปะไม่ได้ยากซะจนต้องทำตัวติสท์ๆ ถึงจะเข้าใจ หรือจะต้องปีนกระไดดูเพราะเป็นศาสตร์สูงส่ง แต่ศิลปะเป็นอะไรที่ให้ความสุข ให้การตั้งคำถาม ให้ความรู้ บางทีอาจให้ความสะเทือนใจ ให้อะไรกับคนที่ชอบในศิลปะไม่ต่างจากความบันเทิงด้านอื่นๆ เลย