SisterS กระสือสยาม – กระสือแห่งความ “คัลต์”

นับเป็นเรื่องบังเอิญที่ช่วงนี้มีหนังที่เกี่ยวข้องกับกระสือ ตำนานปีศาจสุดคลาสสิคของไทย เข้าฉายไล่เลี่ยกัน2 เรื่อง โดยผู้มาก่อนอย่าง “แสงกระสือ” กลายเป็นเซอร์ไพรส์ฮิต ประสบความสำเร็จทั้งเสียงวิจารณ์และรายได้ ก่อนถึงคิวของ “SisterS กระสือสยาม” ที่เข้าฉายตามหลัง และต้องแบกรับความกดดันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ทั้งที่หนังสร้างก่อนเรื่องแรกอีก)

แม้จะนำ “กระสือ” มาเป็นตัวเอกเหมือนกัน แต่ความแตกต่างของ “SisterS กระสือสยาม” คือการนำเสนอและวิสัยทัศน์ เมื่อ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับรุ่นเก๋า หยิบเอาตำนานกระสือมาเล่าใหม่ในบริบทที่มีความเป็นปัจจุบัน  โลเกชั่นที่เป็นเมืองอย่างในสยามแควร์ มีความร่วมสมัยและให้ความรู้สึกเหมือนว่า “กระสือ” อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น โดยมีเส้นเรื่องหลักคือความสัมพันธ์ของลูกพี่ลูกน้อง ระหว่างพี่สาว วีณา (โจ้ – พลอยยุคล โรจนกตัญญู) ที่ต้องปกป้องน้องสาว โมรา (มิวนิค BNK48) ไม่ให้กลายร่างเป็นกระสือ รวมถึงการตามล่าล้างแค้นจาก ราตรี (หญิง – รฐา โพธิ์งาม) ที่เคยบาดหมางมาตั้งแต่รุ่นแม่ ซึ่งแตกต่างจากเรื่องก่อนหน้าที่เป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว

เหลือบดูจากเครดิตทีมงาน มีความน่าสนใจเล็กๆเมื่อบทหนังเรื่องนี้ได้ “เจี๊ยบ – วรรธนา วีรยวรรธน นักแต่งเพลงมากฝีมือที่เคยมีผลงานเขียนบทละครทีวีมาแล้วหลายเรื่องมาดูแลจุดนี้ โดยหนังเลือกที่จะดำเนินเรื่องด้วยเส้นของความผูกพันของพี่น้องเป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังก็ว่าได้ แต่ด้วยการเดินเรื่องที่ค่อนข้างช้าในองก์แรกและองก์สอง เลยทำให้หนังดูน่าเบื่อไปบ้าง ส่วนเคมีของนักแสดงตัวหลักอย่าง โจ้ พลอยยุคล กับ น้องมิวนิค BNK48 เล่นเข้าขากันดี แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ และเชื่อว่าเป็นพี่น้องที่รักกันจริงๆ

การที่ผู้กำกับพยายามสร้างจักรวาลของกระสือขึ้นมา โดยให้อาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ราวกับเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่ต่างพยายามสืบเชื้อสายของตนเองให้คงอยู่ นับเป็นการวางโครงสร้างบทที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ด้วยเชิงโปรดักชันที่บอกเล่าบริบทของมวลชนและชาวบ้านต่างๆที่มีน้อยเกินไป จักรวาลกระสือที่อุตส่าห์สร้างมา จึงเป็นเป็นมุมมองเล็กๆของตัวละครในเรื่องเท่านั้น ชาวบ้านชาวช่องที่เดินผ่านไปมาในเรื่องแทบไม่ได้สัมผัสหรือรู้สึกถึงการมีอยู่ของปีศาจที่มีแต่หัวกับไส้แม้แต่น้อย ทำให้ความน่าเชื่อถือของบทถูกลดทอนลงไป

ประเด็นที่ชัดในหนัง คือการเอาชีวิตรอดเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเอง จะกระสือหรือมนุษย์ก็ล้วนแล้วแต่มีวิธีการเอาตัวรอดที่แตกต่างออกไป การจะตัดสินได้ว่าวิธีการไหนถูกหรือผิดก็ไม่สามารถตัดสินได้ เพราะทุกเผ่าพันธุ์ก็มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ถึงหนังจะพยายามเทให้ฝ่ายกระสือของราตรีเป็นผู้ร้ายก็ตามที

อีกเรื่องที่อยากพูดถึงสักหน่อยคือการโปรโมทหนัง ตอนเห็นทีเซอร์เรื่องนี้ครั้งแรกแอบคิดว่าจะเป็นหนังดราม่าสะเทือนใจ ผสมบรรยากาศธริลเลอร์ลึกลับ ชวนให้อยากดูพอสมควร แต่พอทีเซอร์ตัวที่สองกลับพลิกเป็นหนังแอ็คชั่นซะนี่ (ฮา) ก็โอเค คิดว่าเป็นรสชาติใหม่ แต่สุดท้ายไอ้สิ่งที่โปรโมทมาอย่างความเป็นแอ็คชั่น กลับใส่มาเพียงช่วงองก์ท้าย แถมยังเป็นจุดอ่อนของหนัง ดูเป็นความทะเยอทะยานของผู้กำกับที่ไปไม่ถึง ทั้ง CG ที่ด้อยคุณภาพ หรือฉากแอ็คชั่นที่เคยเป็นของตายของผู้กำกับ ผู้ซึ่งเคยทำแอ็คชั่นซีนเจ๋งๆให้เราประทับใจจาก องค์บาก, ต้มยำกุ้ง  มาเรื่องนี้กลับไม่มีให้เห็นสักช็อต หลงเหลือแต่ความคัลต์หลุดโลกที่พอจะให้ความบันเทิงได้บ้าง แต่ก็เป็นความบันเทิงที่ผิดไปจากทิศทางของหนังที่ปูมาตั้งแต่แรก

ถึงทุกอย่างจะดูน่าผิดหวัง แต่ก็ยังมีสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่บ้างคือการดีไซน์ภาพที่เล่นกับที่แคบ ชวนให้อึดอัดไปกับความรู้สึกของตัวละครได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือสกอร์ประกอบที่ทำได้ดี ใส่มาถูกจังหวะ ถือว่าทดแทนข้อบกพร่องของตัวหนังส่วนอื่นๆ

เป็นหนังที่สมควรปรบมือให้แก่ความพยายามที่จะสร้างสตอรี่ใหม่ๆแก่ “กระสือ” ให้เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ในยุคสมัยที่ทุกคนใช้เวลาอยู่บนโลกโซเชียล มีเดีย มากกว่าศึกษาเรื่องผีสางนางไม้ของไทย แต่เสียดายที่มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ และต่อให้ไม่มี “แสงกระสือ” ที่เปรี้ยงปร้างไปก่อนหน้ามาเปรียบเทียบ “กระสือสยาม” ก็ยังไม่ใช่หนังที่น่าประทับใจสำหรับผู้เขียนอยู่ดี