“ธุรกิจ Startup” ถ้าคุณอยากทำก็แค่…กระโดดเข้ามาทำเลย

คนต้นคิดวันนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับธุรกิจ Startup ผ่าน “คุณณัฐ จันทโรทัย” ที่ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และยังประกอบอาชีพทำธุรกิจ Startup ในตำแหน่งเจ้าของบริษัท Digigo Innivation Hub อีกด้วย

Startup คืออะไร มีกี่ประเภท

คุณณัฐ : Startup คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ซึ่งวางแผนมาเพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจากคนเพียงไม่กี่คน โดยสินค้าที่ทำออกมาก็คือ Software หรือแอปพลิเคชั่นนั่นเองครับ

ประเภทของธุรกิจ Startup แบ่งออกเป็น 8 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเกษตรและอาหาร (AgriTech & FoodTech)
2. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 และอุตสาหกรรมสะอาด (Industry 4.0 & CleanTech)
3. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการศึกษาและการสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ (EdTech & GovTech)
4. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropertyTech)
5. ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งด้านบริการส่วนบุคคล การท่องเที่ยว และความบันเทิง (Lifestyle : Personal service, TravelTech & Entertainment)
6. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเข้าถึงสินค้า (E-Commerce & Logistics)
7. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเงิน (FinTech) และด้านการให้บริการสำหรับธุรกิจ (Service Enhancement)
8. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ (HealthTech)

Startup ต่างจาก SME อย่างไร (ทั้งที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กเหมือนกัน)

คุณณัฐ : Startup กับ SME ต่างกันตรงที่มีรูปแบบและวิธีการจัดการที่ไม่เหมือนกัน SME จะเป็นธุรกิจที่มุ่งขายสินค้า แต่ Startup จะเป็นธุรกิจที่เน้นคิดสร้างสินค้า โดยสินค้าในที่นี้หมายถึงบริการหรือนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการตลาดแบบใหม่ ซึ่งนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ครับ

แล้วบริษัทของคุณณัฐทำธุรกิจ Startup เกี่ยวกับอะไร

คุณณัฐ : ตอนนี้บริษัทของผม (Digigo Innovation hub) ทำเกี่ยวกับแอปพลิเคชั่นอยู่ครับ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่ทำมาเพื่อตอบสนองกลุ่มคนออกกำลังกาย โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าเป็นกลุ่มคนที่รักในการวิ่ง และส่วนตัวผมเองก็วิ่งด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเวลามีงานวิ่งผมก็จะไปลงวิ่งและไปสังเกตว่าแต่ละจุดของงานวิ่งยังขาดอะไรบ้าง ที่พอจะนำเอาเทคโนโลยีที่เรารู้จักบางส่วนไปสนับสนุนงานวิ่งนั้นๆ เราก็เลยคิดแอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า “Long Young” ขึ้นมาครับ

ธุรกิจ Startup ของคุณณัฐ ได้การรับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือองค์กรใดหรือไม่ อย่างไร

คุณณัฐ : ในตอนแรกที่ผมมีไอเดียนี้ขึ้นมาผมก็ไปขายฝัน โดยปัญหาของการขายฝันก็คือเราจะทำยังไงให้คนอื่นอินไปกับเราด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก เพราะตอนนั้นทุกคนยังไม่เข้าใจในเรื่องของอีเวนท์งานวิ่ง ว่ามันจะสามารถทำให้เกิดรายได้ขึ้นมายังไง แล้วจะดึงคนให้ออกมาวิ่งได้ยังไง แต่ท้ายที่สุดผมก็หาทีมได้สำเร็จ หลังจากนั้นผมก็ชวนทีมไปคุยกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยเขาก็ให้การสนับสนุนแนวคิดบางอย่างมาแต่ว่าไม่ได้ให้เงินทุน ซึ่งในส่วนของเงินทุนเราก็ระดมทุนขึ้นมากันเอง จากหุ้นส่วนที่เปิดใน Startup ครับ การเป็น Startup ใหม่ๆ วิธีการแรกคือต้องสร้างโมเดลขึ้นมาก่อน ถึงจะได้เงินทุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในกรณีที่อยากให้เขาเข้ามาจัดการเรื่องเงินทุน ส่วนการสนับสนุนจากภาครัฐนั้น บริษัทของเราเองไม่ได้ทำการเข้าไปขอเงินทุนจากหน่วยงานของรัฐ แต่ภายหลังก็มีติดต่อเข้ามาบ้าง เช่น จะให้จัดงานวิ่งให้ ซึ่งเรายังไม่มีทีมที่จะขยายไปทำงานในระดับนั้นได้

คิดอย่างไรถึงเริ่มต้นทำธุรกิจ Startup ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเช่นนี้

คุณณัฐ : จริงๆ แล้วทุกคนสามารถเริ่มทำ Startup ได้เลย โดยส่วนตัวมองว่าแม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่ถ้าเรามีช่องทางที่แปลกกว่าคนอื่น ซึ่งช่องทางที่ว่านี้ก็คือมีเทคโนโลยีมาสนับสนุนอะไรในสิ่งที่เราจะทำบ้าง ถ้าเราสามารถดึงเทคโนโลยีมาสนับสนุนได้ ก็จะทำให้ธุรกิจของเรานั้นเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่องแน่นอนครับ

จริงหรือที่ธุรกิจ Startup ใช้ต้นทุนน้อย

คุณณัฐ : จริงครับธุรกิจ Startup ใช้ต้นทุนน้อยมาก อย่างบริษัทของผมเองก็สร้างกันแค่ 5 คน เพราะจริงๆ เราลงแต่แรงกับสมอง ซึ่งทุนที่ไปจดทะเบียนก็เป็นทุนลอยๆ ไว้ ก็คือถ้าออกค่าจดทะเบียนแต่ละคนก็จ่ายๆ ไป ค่าเซิร์ฟเวอร์ก็จ่ายเป็นรายเดือนแค่ไม่กี่หมื่นบาทต้นทุนก็จะประมาณนี้ และอย่างที่บอกไปครับว่าเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนในธุรกิจ ซึ่งเทคโนโลยีมันมีอยู่แล้วเราไม่ต้องไปสร้างมันขึ้นมาใหม่ ก็เลยช่วยประหยัดต้นทุนไปได้เยอะ *ในกรณีที่ไม่มีคนจริงๆ ก็ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์* แต่โชคดีว่าในทีมของผมมีโปรแกรมเมอร์ก็เลยสามารถเขียนโค้ดได้เอง จากนั้นพอเราได้โมเดลของแอปพลิเคชั่นมา กิจกรรมในนั้นมันก็จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา ถึงรายได้จะไม่มากนักในช่วงแรก แต่ว่าบริษัทเราเองก็ไม่ได้เสียต้นทุนอะไรไป เพราะต้นทุนจริงๆ ของ Startup คือความคิดครับ

มีวิธีบริหารจัดการคนและทรัพยากรอย่างไร ในฐานะที่คุณณัฐเป็นเจ้าของบริษัท

คุณณัฐ : สำหรับการบริหารจัดการคนก็คือมันยังเป็นคนจำนวนน้อยอยู่ เพราะเริ่มต้นกันแค่ 3-4 คน แต่ที่แน่ๆ คือในจำนวนคนเท่านี้แหละจะต้องมองไปในทิศทางเดียว และต้องเห็นว่าอนาคตเราจะเกิดอะไรขึ้นก็อย่างที่บอกคือต้องอิน พักหลังพอธุรกิจขยายผมก็ต้องหาบุคคลเข้ามาช่วยงานเพิ่มแล้ว ซึ่งตรงนี้แหละเป็นจุดที่ผมต้องเริ่มบริหารคน และหาคนที่เหมาะกับธุรกิจของผมเอง โดยทีมที่ผมจะให้ความสำคัญมาก ก็คือทีมโซเชียลมีเดียหรือทีมถ่ายทอดข้อมูลธุรกิจให้กลุ่มลูกค้าฟัง และทีมกราฟิกโฆษณา สุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของเงินหมุนเวียนในบริษัทที่ผมต้องจัดการแบ่งให้ดีครับ

ข้อแนะนำสำหรับคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรืออยากเริ่มทำธุรกิจ Startup

คุณณัฐ : อย่างแรกก็คือลงมาทำเลยครับ กระโดดเข้ามาทำเต็มตัว ไม่ต้องไปกังวลว่าใครจะต้องบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ให้ลงมาทำเลยแล้วค่อยแก้ปัญหาไปทีละจุด พอเราแก้ได้เราก็จะเห็นทางออกเห็นลู่ทางเอง ว่าสิ่งเราคิดมันถูกหรือผิด เพราะ Startup มันไม่ต้องใช้ทุนอะไร ใช้แค่แรงที่อาจจะเหนื่อยหน่อยในตอนแรก ที่ต้องอดหลับอดนอนเพื่อสร้างโมเดลขึ้นมาใหม่ ก็อยากให้กระโดดเข้ามาทำเข้ามาลุยเลยครับ

ส่วนตัวคุณณัฐมองว่าบุคลิกลักษณะ ของคนที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจ Startup ต้องเป็นยังไง

คุณณัฐ : ต้นแบบหรือไอดอลของวงการ Startup อย่างแรกคือต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีความยืดหยุ่นที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยีสมัยนี้มันไปไวมาก ฉะนั้นสิ่งที่เราคิดขึ้นมามันจะอยู่ได้แค่ปีเดียว อย่างที่เขาว่ากันว่าเราอยู่ในยุคที่ “ปลาเร็วกินปลาช้า” ใครเร็วกว่าก็สามารถกระโดดเข้ามาทำได้เลย ใครคิดอะไรได้เร็วก็เข้ามาทำได้เลยครับ