3 สิ่งต้องรู้ หยุดปัญหาหนี้เรื้อรังได้ ให้คุณพิชิตหนี้ได้ไวขึ้น

หลายคนคงจะเคยเจอปัญหาที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ หาเงินมาก็หมดไปกับการจ่ายหนี้ อยู่ในวงจรหามาใช้ไป และมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาทางการเงินระยะยาว

fintips by ttb #เคล็ดลับการเงิน จึงอยากชวนคุณมาทำความรู้จัก “3 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่อหยุดปัญหาหนี้เรื้อรังได้อย่างยั่งยืน” จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

  1. มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน (Responsible Lending, RL)

มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน หรือ Responsible Lending (RL) เป็นมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร โดยกำหนดให้สถาบันการเงิน หรือธนาคารให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ดูแลลูกค้าสินเชื่อที่มีปัญหาด้านการชำระหนี้ กำหนดสิทธิเพื่อคุ้มครองลูกค้าสินเชื่อ สนับสนุนวินัยด้านการเงิน และการบริหารจัดการหนี้ที่ดี

  1. มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ส่วน

1.) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้: สถาบันการเงิน หรือธนาคารจะต้องช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาหนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นการวางแผนการชำระหนี้สำหรับลูกค้ารายย่อยและ SMEs ที่ไม่เคยผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มาก่อน โดยธนาคารจะเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ และมีเงินคงเหลือเพียงพอต่อการใช้จ่ายดำรงชีพในชีวิตประจำวัน

อีกทั้งธนาคารจะเสนอแนวทางการช่วยเหลือ (Product Program) อย่างน้อย 1 ครั้ง สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย และผู้ที่เป็นหนี้เสีย (Non-performing Loan หรือ NPL) โดยจะไม่ถูกโอนขายหนี้ก่อน 60 วัน นับจากวันที่เสนอเงื่อนไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้

สำหรับผู้มีปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ค้างชำระเกิน 120 วัน สามารถเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ โดยจะได้รับการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ ให้ผ่อนเฉพาะเงินต้นนานสูงสุด 10 ปี อัตราดอกเบี้ยเพียง 3-5% ต่อปี และยกดอกเบี้ยค้างเดิมให้เมื่อชำระครบตามสัญญา นอกจากนี้ยังมีทางด่วนแก้หนี้ และหมอหนี้เพื่อประชาชน ที่ให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างครบวงจรอีกด้วย

2.) การแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt, PD): แนวทางแก้ไขสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยสถาบันการเงินจะต้องช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้สามารถปิดจบหนี้ได้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 ผู้ที่ประสบปัญหาหนี้เรื้อรังจากสินเชื่อส่วนบุคคล ประเภทวงเงินหมุนเวียน แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) มีการชำระดอกเบี้ยรวมมากกว่าเงินต้นรวมในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา และมีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท จะได้รับความช่วยเหลือให้ปิดยอดหนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยการเปลี่ยนประเภทสินเชื่อเป็นแบบผ่อนชำระรายงวด (Installment Loan) เพื่อให้สามารถเคลียร์หนี้ได้ภายใน 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่เกิน 15% ต่อปี (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน, สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล, บัตรเครดิต)

3.) การคุ้มครองสิทธิลูกหนี้: จะมีการคุ้มครองสิทธิให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคิดอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หรือการให้ความรู้เรื่องสินเชื่อ การบริหารจัดการหนี้ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ถูกต้อง ครบถ้วน และเปรียบเทียบได้ จนกระทั่งไปถึงการกระตุ้นให้เกิดการปรับพฤติกรรม เพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น

  1. สิทธิคุ้มครองเพื่อแก้หนี้อย่างยั่งยืน

ไม่ต้องจ่ายค่า Prepayment Fee หรือค่าปรับจากการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด (ปิดยอดหนี้ก่อนวันที่ครบกำหนดในสัญญา) มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งครอบคลุมไปถึงสัญญาเก่าที่ยังมีผลอยู่ด้วยเช่นกัน ยกเว้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (กรณีรีไฟแนนซ์ในช่วง 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) ทั้งนี้มีผลกับสินเชื่อทั้ง 5 ประเภท คือ

  • สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ
  • สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance)
  • สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
  • สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล
  • สินเชื่ออุปโภคบริโภคอื่น ๆ เช่น สินเชื่อสวัสดิการ

ไม่มีค่าธรรมเนียมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

ผู้มีสินเชื่อจะไม่ถูกคิดค่าธรรมเนียมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ยกเว้นค่าประเมินราคาหลักประกัน ซึ่งจำเป็นต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

ไม่มีการคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด

รวมถึงกรณีบัญชีเดินสะพัดของสินเชื่อวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี หรือ Overdraft โดยจะมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2567

ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะกดเงินทันทีหรือไม่

หลังจากได้รับอนุมัติสินเชื่อบัตรกดเงินสดแล้ว นอกจากนี้ลูกค้ายังมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลสำคัญถูกต้องครบถ้วน ที่สามารถใช้เปรียบเทียบได้ รวมถึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับแจ้งเตือนให้มาชำระหนี้อย่างมีวินัย

ชวนเช็ก: มาสำรวจตัวเองว่ากำลังเผชิญปัญหาหนี้อยู่หรือไม่ เช่น คุณมี 4 สัญญาณ เหล่านี้หรือไม่?

  • ชำระขั้นต่ำติดต่อกันหลายครั้ง
  • รายได้ไม่พอรายจ่าย
  • จ่ายช้ากว่ากำหนด
  • กดเงินสดมาจ่ายหนี้อื่น

หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเริ่มมีปัญหา อย่าลังเลที่จะติดต่อธนาคารที่เราเป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อหาวิธีแก้หนี้อย่างยั่งยืน ส่วนใครที่กำลังจะขอสินเชื่อ อย่าลืมทำความเข้าใจ อัตราดอกเบี้ย และคำนวณดอกเบี้ยที่จะต้องชำระ ไม่ว่าจะเป็นชำระคืนปกติตามกำหนด จ่ายขั้นต่ำ หรือผิดนัดชำระ เพื่อช่วยวางแผนการเงินให้ดียิ่งขึ้น

หมายเหตุ: ลูกค้าสินเชื่อทีทีบี สามารถปรึกษาและขอรับคำแนะนำเกี่ยวกับ “มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน” เพิ่มเติมได้ โทร. 1428