ผู้สื่อข่าว-ผู้ประกาศ เพราะเรานั้นคู่กัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีดราม่าในแวดวงข่าวระหว่างผู้ประกาศข่าว (Anchor) กับผู้สื่อข่าวภาคสนาม (Reporter) ซึ่งเอาเข้าจริง ดราม่าเรื่องนี้มีให้เห็นได้ตลอด หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้ำเส้นเข้าไปในหน้าที่ของอีกฝ่าย หากแต่ในการทำงานจริง สองตำแหน่งนี้ต่างขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ในทางกลับกัน หากพวกเขาสนับสนุนงานของกันและกัน เราจะได้พบกับการนำเสนอข่าวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นกับสังคมได้

สำหรับผู้สื่อข่าวหรือ Reporter นั้น หน้าที่หลักคือ รวบรวมข้อมูลจากประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม หรือเรื่องที่ควรได้รับการเปิดเผยสู่สังคม โดยการหาข้อมูลนั้น ผู้สื่อข่าวคือจะเดินทางเพื่อไปหาข่าวในพื้นที่ หรือหาทางสัมภาษณ์แหล่งข่าว แล้วรายงานสถานการณ์และข้อมูลที่ได้รับผ่านทางสื่อต้นสังกัด ในรูปแบบของภาพ เสียง หรือการเขียน

ส่วนผู้ประกาศข่าวหรือ Anchor หรือ Newscaster หรือ News Presenter มีหน้าที่รับไม้ต่อจากผู้สื่อข่าว ด้วยการทำหน้าที่ในสตูดิโอ นำเสนอข่าวให้มีความน่าสนใจผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ใช้ความชำนาญในการอยู่หน้ากล้อง การใช้เสียง และบุคลิกภาพส่วนบุคคล เพื่อให้ข่าวที่ได้รับมาจากผู้สื่อข่าวเกิดความน่าสนใจมากที่สุด

เห็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทั้งสองตำแหน่งไปแล้ว คุณผู้อ่านอาจจะยังไม่เห็นภาพ เลยขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้เห็นด้วยตาและได้ยินด้วยหูตนเอง กับการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปในปี 2008 ในการแข่งขันโอลิมปิกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้เขียนอยู่ในรถบัสรับส่งผู้สื่อข่าวที่กำลังจะไปสนามการแข่งขันชกมวยสากลสมัครเล่น

แน่นอนว่าบนรถเต็มไปด้วยผู้สื่อข่าวจากหลายชาติที่ไปตามรายงานผลการแข่งขันนักกีฬาของประเทศตนเอง หนึ่งในนั้นมีผู้สื่อข่าว บีบีซี เรดิโอ ที่นั่งถัดไปจากผู้เขียน ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กที่แทบจะฟังไม่ออกว่ามีภาษาอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวบีบีซี เรดิโอ รายนั้นเริ่มให้สัญญาณกับอีกฝั่งเพื่อเข้าสู่การรายงานสด

และทันทีที่นับ 5-4-3-2-1 เสียงการรายงานสดของผู้สื่อข่าวบีบีซี เรดิโอ รายนั้นก็ทำให้ทั้งรถเงียบกริบ ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องการฟังการรายงาน แต่คนเป็นผู้สื่อข่าวด้วยกันรู้ดีว่าคนที่ต้องรายงานสดเข้าสายหรือเข้าสตูดิโอนั้น ต้องการสมาธิเพื่อรวบรวมประเด็นขนาดไหน และไม่ใช่งานที่ใครก็ทำได้ ต้องอาศัยประสบการณ์มากพอตัวเลยทีเดียว

ทีนี้มาที่ผู้ประกาศข่าวกันบ้าง อย่างที่เขียนไว้ในข้างต้นว่า ตำแหน่งนี้ต้องใช้ความชำนาญที่อยู่หน้ากล้อง และบุคลิกภาพส่วนตัวเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และการอยู่หน้ากล้องเพื่ออ่านข่าวที่หลายคนคิดว่าง่าย บอกได้เลยว่าไม่ใช่อย่างที่คิด ในฐานะโปรดิวเซอร์รายการข่าว ที่ต้อง Casting ผู้ประกาศ มักจะพบกับอาการตกประหม่าของมือใหม่ ที่เกิดอาการ “ฟรีซ” เมื่ออยู่หน้ากล้อง ดังนั้น ตำแหน่งนี้ต้องการคนที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญจริง ๆ

เหตุการณ์ครั้งหนึ่งของผู้ประกาศข่าวมืออาชีพที่ผู้เขียนเคยร่วมงานด้วย พวกเขาจะมีความเป็นมืออาชีพอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของการตรงต่อเวลา ทำความเข้าใจในเนื้อหาข่าว หรือสคริปต์ข่าวที่ได้รับ เช็กภาพข่าวก่อนออกอากาศ หรือ ต่อให้มีเหตุการณ์แย่แค่ไหนเกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อเรานับ 5-4-3-2-1 ผู้ประกาศมืออาชีพจะทำหน้าที่ของพวกเขาได้อย่างน่าชื่นชม และทำให้งานผ่านไปได้อย่างราบรื่น

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ คุณผู้อ่านน่าจะเห็นภาพชัดแล้ว ว่าทำไมผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าว เป็นสองตำแหน่งที่ขาดกันไม่ได้ แต่ก็นั่นล่ะค่ะ ความที่ต้องทำงานประสานกันตลอด บางครั้งก็มีประสานงากันไปบ้าง ซึ่งท้ายที่สุดหากลดอัตตาตนเองลง แล้วหันมาจับมือกันใหม่น่าจะเป็นผลดีมากกว่า ยิ่งในสังคมทุกวันนี้ สื่อสารมวลชน น่าจะเป็นหน่วยงานตรวจสอบอิสระเดียวที่เหลืออยู่ให้คนในสังคมได้พึ่งพา …ขอโทษ ให้อภัย และหันมารักกัน น่าจะดีกว่าค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า