หนัง “รถแข่ง” กับโลกความจริง

หนัง “รถแข่ง” กับโลกความจริง

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอกหักจากผลฟุตบอลเอฟเอ คัพ คู่คืนวันเสาร์ วันรุ่งขึ้นเลยถือโอกาสเดินเข้าโรงหนังแก้ช้ำใน ชมภาพยนตร์ยอดนิยมในชั่วโมงนี้อย่าง Fast And Furious 8 ก่อนที่สุดท้ายจะออกจากโรงหนังมาแบบงงๆว่า สรุปนี่คือหนังแนวแกงค์รถซิ่ง หรือ หนังยอดมนุษย์กันแน่!

พูดถึงหนังเกี่ยวกับรถยนต์ หลายคนอาจจะเหมารวมว่า Fast And Furious นี่คือหนังแนว “แข่งรถ” ที่ดีที่สุด แต่จริงๆแล้วตามมุมมองของผม มองว่านี่มันหนัง “รถซิ่ง” ไม่ใช่รถแข่ง เพราะถ้าพูดตามตรง มันคือมันแกงค์รถแต่งซิ่ง ต่างจากหนัง “รถแข่ง” ที่แข่งขันกันอยู่ในกรอบกติกาในสนามแข่ง

หนังที่เกี่ยวกับรถแข่งจริงๆ หากจะไล่ดูมาตั้งแต่ในยุค 90 ก็จะมี DAY OF THUNDER ที่มีทอม ครูซ แสดงนำ ร่วมกับนิโคล คิดแมน กับเรื่องราวของการแข่งรถนาสคาร์ (NASCAR)ในสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ถ้าใครยังจำกันได้ เป็นจุดเริ่มที่ทำให้พระ-นางคู่นี้ปิ๊งรักกันเสียด้วย

จากนั้นนับจากยุคปี 2000 เป็นต้นมา ก็มีเรื่อง DRIVEN ที่นำแสดงโดย ซูเปอร์สตาร์ร่างบึ้ก ซิลเวสเตอร์ สตาโลน เป็นเรื่องของการแข่งขันอินดี้ คาร์ ของสหรัฐอเมริกา เรื่องถ้าเป็นใครเป็นแฟนความเร็วและสังเกตให้ดี มีนักขับดัง อาทิ ฮวน-ปาโบล มอนโตย่า ,ฌัคส์ วิลเนิร์ฟส์ ,ฌอง อเลซี่ และโทนี่ คานาน ร่วมเข้าฉากด้วย

ส่วนหนังแนวรถแข่งที่ผมชื่นชอบที่สุด เป็นหนังจากประเทศฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า มิเชล ไวยองต์ (Michel Vaillant) ที่สร้างขึ้นจากการ์ตูนนักแข่งรถคนดังของฝรั่งเศสในอดีต เรื่องนี้เข้าฉายช่วงสั้นในบ้านเราด้วยนะครับในปี 2003 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแข่งรถเลอ มังส์ 24 ของประเทศฝรั่งเศส การันตีความมันส์โดย ลุก บาสซง (Luc Besson) ผู้อำนวยการสร้างคนดังชาวเมืองน้ำหอม

หนึ่งในฉากที่ประทับใจที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือฉากที่นางเอง ที่แสดงโดยไดแอน ครูเกอร์ นั่งคู่ไปกับมิเชล ไวยองต์ และใช้มือปิดตาพระเอกชาวฝรั่งเศส ให้ขับรถคู่ใจวนไป 1 รอบสนามเลอ มังส์ คนอะไรมันจะเท่ห์ขนาดนั้น ฉากนี้หนังพยายามแสดงให้เห็น ถึงความชำนาญและแม่นในทุกๆโค้งพระเอก

ส่วนในยุคปัจจุบัน ก็มีภาพยนตร์แนวสารคดีที่ชื่อเรื่องว่า เซนน่า (Senna) ที่นำเสนอชีวประวัติของ ไอร์ตัน เซนน่า ตำนานแชมป์โลกเอฟวันผู้ล่วงลับ และล่าสุด กับภาพยนตร์แนวรถแข่งที่ว่ากันว่าดีที่สุดอย่าง RUSH ที่สร้างจากเรื่องจริงในการแข่งขันเอฟวันยุคปี 1976 ซึ่งขับเคี่ยวกันระหว่าง นิกิ เลาด้า และเจมส์ ฮันท์ นั่นเอง

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นแนวรถแข่งในสนามหรือซิ่งบนถนนหลวง ทุกเรื่องพยายามแสดงให้เห็นว่า สุดท้ายก็วัดกันที่ฝีมือ อย่างที่ โดมินิค โตเร็ตโต้ หรือ ดอม พูดเอาไว้ในฉากเปิดของ Fast ว่า “ไม่สำคัญว่าอะไรอยู่ในห้องเครื่อง มันอยู่ที่ว่าใครอยู่หลัง พวงมาลัยต่างหาก”

แม้ในโลกความจริงแล้ว เราไม่มีทางที่จะเห็น ลูอิส แฮมิลตัน หรือ เซบาสเตียน เวทเทล เปลี่ยนไปขับรถแม็คลาเรน แล้วคว้าแชมป์โลกได้ก็ตาม!