ความเห็นนักวิชาการ กับประเด็นทิศทางของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง

หลังจากการเลือกตั้ง 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสวิพากย์วิจารณ์เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้งต่าง ๆ มากมายในสังคม รวมถึงการทำงานของ กกต. วันนี้ Tonkit360 ได้สอบถามความเห็นจากนักวิชาการถึง 4 ท่าน ได้นำเสนอแนวคิดและความคิดเห็นต่อการเมืองไทยวันนี้ ซึ่งแต่ละคนจะมีความคิดเห็นแบบใดบ้าง ไปดูกันเลย

ประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางไหนหลังการเลือกตั้ง

ด้าน ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ให้ความเห็นว่า อย่างอื่นคือภาพลักษณ์ของ กกต. โดนวิจารณ์อย่างหนัก แต่ผลของการเลือกตั้งนั้นเป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป โดยอาจมีการพูดคุยกันมากขึ้นในลักษณะของรัฐบาลผสม

ความเห็นของ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เนื่องจากเป็นการลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์ของพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อย และทิศทางของผลลัพธ์คงจะมีออกมาได้ 4 – 5 แบบคือสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก และรวมกับเสียงในสภาได้เกิน 376 เสียงได้ในที่สุด

แบบที่สองคือ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แต่เป็นรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่รัฐบาลจะเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองระยะยาวก็จะเกิดขึ้นนะครับ แล้วก็จะเกิดปํญหาเรื่องของการต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลก็ดีหรือว่าในพรรคที่อยู่ในรัฐบาลด้วยกันก็ดี ตรงนี้เป็นสิ่งที่จะเป็นปัญหาสำหรับการเมืองในลักษณะรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ในทางที่สามก็คือสามารถรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้เกินกว่า 250 ขึ้นไปแต่ไม่สามารถรวมเสียงได้เกินกว่า 376 จากสภาวะดังกล่าวก็จะเกิดปัญหาอีกแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีส.ส.ครบสมบูรณ์ มีส.ว.ครบสมบูรณ์ แต่ว่าไม่สามารถจะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติถือว่าสิ้นสภาพไปโดยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็จะอยู่ต่อ ซึ่งหมายถึงว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็จะต้องอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งต่อไป และที่สำคัญถ้าประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง มาจากพรรคการเมืองซึ่งไม่ได้มีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็จะยิ่งเกิดปัญหามากขึ้นไปอีก

ส่วนแนวทางที่ 4 ก็คือการเกิดรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งการเกิดรัฐบาลแห่งชาตินั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายมากมายรูปแบบ อาจจะมีลักษณะของการที่มีนายกรัฐมนตรีคนนอก และสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนก็ได้ หรือมีพรรคฝ่ายค้านน้อยก็ได้ หรือจะไม่มีพรรคฝ่ายค้านเลยก็เป็นไปได้

ทางสุดท้ายก็คือ การทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ซึ่งตรงนี้ก็จะส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนซึ่งเขาได้ไปแสดงเจตจำนงผ่านกระบวนการของการเลือกตั้ง แล้วก็ทำให้กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเริ่มต้นใหม่หมด

ดั้งนั้น 4 – 5 แบบจะเป็นทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นได้

ในฝั่งความเห็นของ รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ให้ความเห็นว่า หลังเลือกตั้งก็ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม เพราะนายกฯคนเดิมก็คงจะได้เป็น แต่คงจะอยู่ในวาระที่ไม่นานหลังจากนั้นคงจะมีการเลือกตั้งใหม่หรือมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา เพราะทางออกจริง ๆ มันต้องเป็นประชาธิปไตย จะดึงจะยื้อให้เป็นแบบเดิมคงไม่ได้ ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะถึงช่วงจังหวะของประชาธิปไตย เพราะเรามีอินเทอร์เน็ต เพราะที่เผด็จการอยู่ได้ก็เพราะการควบคุมข่าวสาร

ความเห็นของ รศ.ดร.สังศิต พิริยรังสรรค์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยจะเดินเข้าไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการแสดงออกถึงจุดยืนว่าประเทศไทยยอมรับในจุดยืนของระบอบประชาธิปไตย

วาทกรรมสร้างความขัดแย้งจะหายไปจากสังคมไทยหรือไม่

ด้าน ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ให้ความเห็นว่า เรื่องวาทกรรมการจัดวางขั้วคงไม่หมดไป เพื่อการจำกัดและแบ่งฝ่ายพันธมิตรทางการเมือง และแต่ละฝ่ายก็จะเชื่อว่าแนวทางของตัวเองถูกต้องเสมอ สังคมไทยเกี่ยวกับการเมืองในตอนนี้เป็นเรื่องความเชื่อและความชอบส่วนบุคคลมากกว่า

ความเห็นของ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าวว่า วาทกรรมความเกลียดชังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยค่อนข้างยืดเยื้อ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ลดลง เนื่องจากความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ว่ามีประเด็นอะไรที่เข้ามาในสังคมก็จะทำให้มีความเห็นที่แตกต่างเป็นสองมุมเสมอ เกิดการใช้วาทกรรมเอาชนะกัน หากถามว่าใครควรจะแก้ไขในเรื่องนี้ก็คงต้องเป็นทุกฝ่าย เพราะวาทกรรมที่เกิดขึ้นมานั้นมาจากคนทุกกลุ่มไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สิ่งสำคัญคือยึดกติกาไม่เลือกปฏิบัติ การจะสร้างความยอมรับต้องมีความเป้นธรรมก่อนและเมื่อมีการยอมรับก็จะเกิดความปรองดอง

ความเห็นของ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กล่าวว่า สิ่งที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติแต่ความจริงแล้วเนี่ยไม่ใช่ธรรมชาติ หากแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจนดูเหมือนว่ามันเป็นธรรมชาติ วาทะกรรมที่ขัดแย้งกันในสังคมไทยก็คือวาทะกรรมที่บอกว่า พรรคการเมืองส่วนหนึ่งเนี่ยเป็นประชาธิปไตยและพรรคการเมืองอีกซีกหนึ่งเป็นฝ่ายเผด็จการ พรรคการเมืองที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยเนี่ยก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยจริง เพราะว่าในขณะที่เขาเป็นรัฐบาลเนี่ยเขาก็เป็นรัฐบาลที่เป็นเผด็จการในระบอบรัฐสภา คือยุบพรรคต่าง ๆ ให้เหลือเป็นพรรคเดียวแล้วก็ปกครองโดยคน ๆ เดียว มีการทุจริตอย่างกว้างขวางถูกศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิดในข้อหาธุจริตและได้หลบหนีออกนอกประเทศไทยไป เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงวาทะกรรมที่กล่าวอ้างเท่านั้นเอง

ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคฝ่ายเผด็จการ ผมก็มองว่าเป็นวาทะกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพราะ เราควรจะนึกว่าเวลาที่นึกถึงพรรคเผด็จการ ถ้าเรามองไปในประเทศต่าง ๆ เราจะเห็นว่า จะเต็มไปด้วยคณะทหารที่ใช้อาวุธเข่นฆ่าประชาชนล้มตาย นับร้อยนับพันนับหมื่นคน จับคนไปกุมขังจับคนไปลงโทษทรมานต่าง ๆ นั่นก็คือเผด็จการทหาร แต่ว่ารัฐบาลคสชที่ผ่านมา 4-5 ปีเราจะเห็นได้ว่าเขาเพียงแต่เรียกคนไปปรับทัศนคติเมื่อเห็นไม่ตรงกัน

รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ปัญหาคือความเข้าใจจริง ๆ เกี่ยวกับคำศัพท์นั้น เพราะการอ้างถึงคำดหล่านั้นทำให้คนคิดว่าคนนั้นมีความรู้ความเข้าใจ ซึ่งความจริงเป็นเรื่องตลก ง่ายเช่นคำว่าคนดี, ชาติ, ประชาธิปไตย มันตลกที่คนเราพูด ๆ กันแต่ไม่รู้ความหมายจริง ๆ

จากกระแสข่าวนายกฯคนนอก จะเกิดขึ้นได้ไหม

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ให้ความเห็นว่า ไม่เชื่อว่าจะมีสูตรรัฐบาลนายกฯคนนอก เพราะใครก็ตามที่ถูกเสนอชื่อมาจะถูกตัดสินหรือต่อต้านจากสังคมทันทีเนื่องจากไม่ได้มาจากกลไกปกติ เป็นการโยนก้อนหินถามทางเพื่อให้เกิดกระแสปฏิเสธเท่านั้น เพราะถ้าทำจริงคงไม่ออกมาถามสังคม แต่ทำทันที

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าวว่า ในประเด็นนี้กลไกมันซับซ้อน แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งกลไก บริบท หรือเงื่อนไขต่าง ๆ และการเกิดสองขั้วการเมืองใหญ่ที่เสียงปริ่มน้ำ ก็อาจส่งผลให้มีการจัดตั้งนายกฯคนนอกได้

ความเห็นของ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กล่าวว่า หากในสภาสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากได้ก็จบไประบบประชาธิปไตยของไทยก็จะเดินหน้าต่อ ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ และเกิดอาการ Deadlock รัฐธรรมนูญก็เปิดทางไว้ว่าให้หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาเป็นนายกคนกลางได้ แต่โดยส่วนตัวผมไม่ได้เสนอว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีนายกฯคนกลาง

รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ให้ความเห็นว่า เป็นแผนเป็น Plot ที่เขาวางไว้อย่างนี้อยู่แล้ว ร้อยเปอร์เซนยังไงก็ได้คนเดิม เพราะเขาอยากอยู่นาน

ตัวแปรสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศ ระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ให้ความเห็นว่า จะปฏิเสธความเห็นของฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้เลย เป็นเรื่องของการส่งไม้ต่อทางความคิด ในด้านคนรุ่นใหม่นั้นต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากกว่าซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจและเรื่องต่าง ๆ ดีขึ้น แต่ทางด้านคนรุ่นเก่านั้นเป็นห่วงประเทศ จากการหล่อหลอมที่มากกว่า อย่างน้อยประเด็นนี้ชี้ชัดว่าทั้งสองกลุ่มคาดหวังเรื่องคุณภาพหรือบรรทัดฐานทางการเมืองจะต้องดีขึ้น

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าวว่า ปัญหาของคนสองรุ่นมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเรื่องการเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนของบริบททางเศรษฐกิจทางสังคม ไม่แปลกที่ทั้งสองรุ่นจะมีทัศนคติต่างกันรวมถึงเรื่องการเมืองด้วย หากจะหาจุดร่วมคือคนรุ่นเก่าน่าจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีโอกาสใช้เวทีทางการเมืองและสังคมมากขึ้น ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ควรจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของคนรุ่นเก่ามาผนวกผสานกับความคิดของคนรุ่นใหม่ก็จะทำให้สามารถเดินร่วมกันได้

ความเห็นของ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กล่าวว่า คนทั้งสองรุ่นนั้นเป็นคนที่เห็นประสบการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน คนรุ่นผู้ใหญ่ได้เคยผ่านมาหลายเหตุการณ์ร่วมถึงความรุนแรงที่เกี่ยวกับการเมืองมาแล้ว ก็จะมีความคิดอีกแบบหนึ่งคือยึดสันติในสังคม สำหรับคนรุ่นใหม่ก็จะมองอีกแบบหนึ่ง เป็นเรื่องปกติที่คนสองรุ่นจะมองขัดแย้งกัน ผลลัพธ์คือผู้นำที่เข้ามาควรปรองดองคนสองรุ่นเข้าหากันให้ได้

รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ให้ความเห็นว่า คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงสำคัญมาก แล้วที่น่าดีใจคือพวกเขามีผู้นำที่มีหลักการน่านับถือน่าสนใจมากทีเดียว หาคนที่มีคุณสมบัติแบบนี้นั้นหายาก