มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนจบ)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนแรก)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 2)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 3)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 4)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 5)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 6)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 7)

การเดินทางไปบรูไนครั้งนี้ ผมได้นำเสนอบันทึกการท่องเที่ยวไปแล้ว 7 ตอน ครั้งนี้เป็นตอนจบ หรือบทสรุปบันทึกการเดินทางตะลุยบรูไนครับ

บรูไนก็เหมือนกับชนชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเหมือนกับทุกประเทศทั่วโลก ในยุคที่มนุษยชาติยังไม่มีการกำหนดเส้นพรมแดนให้แก่กันและกัน

ความเป็นป่าดงดิบซึ่งเต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์พืชพรรณธรรมชาติมากมาย และผู้คนก็เคลื่อนย้ายกันได้อย่างเสรี เป็นอิสรภาพที่อยู่ในจินตนาการของมนุษย์

แม้ถนนหนทางบริเวณใจกลางเมืองของบรูไนปัจจุบันจะเจริญรุดหน้าในบรรยากาศที่ถอดรูปมาจากสิงคโปร์และอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญของบรูไน

ทว่า เมื่อออกนอกเมือง เราจะเห็นป่าเขาลำเนาไพรโอบคลุมรายล้อมความเป็นบรูไนสมัยใหม่ ชนิดที่เรียกว่าไม่น่าเชื่อ ว่าทั้งสองสิ่งจะดำรงอยู่ร่วมกันได้ดี

โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปในเขต กัมปง ไอเยอร์ หมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นชุมชนเก่าแก่ของบรูไน หรือเป็นรากฐานของบรูไนยุคปัจจุบัน

กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องการเป็นชุมชนกลางน้ำอันดับหนึ่งของโลกแล้ว ยังถือเป็นต้นกำเนิดของหมู่บ้านชาวประมง

ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะอารยธรรมสมัยใหม่ของบูรไนในยุคที่ยังไม่มีการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สร้างความร่ำรวยให้กับบรูไนเป็นเศรษฐีทุกวันนี้

นอกจากธุรกิจประมงจะมีส่วนสร้างชาติให้บรูไนเป็นบรูไนในทุกวันนี้ ก่อนที่บรูไนจะรุ่มรวยด้วยธุรกิจปิโตรเลียมแล้ว หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าบรูไนมีธุรกิจการบูร

พงศาวดารจีน (Zhao Rugua, 977) ได้กล่าวถึงบรูไนในฐานะเมืองท่าสำคัญของบอร์เนียวที่มีกองเรือรบคอยคุ้มครองเรือสำเภาของพ่อค้าวาณิชบริเวณทะเลจีนใต้

ส่วนบันทึกของชาวชวา (Prapanca, 1365) ได้กล่าวถึงบรูไนที่อยู่ใต้อาณัติของอาณาจักรมัชปาหิต โดยบรูไนมีชื่อเสียงอย่างมากเรื่องสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวกับการบูร

หนังสือ European Sources for the History of the Sultanate of Brunei in the Sixteenth Century บรรณาธิการโดย Robert Nicholl (1975) ก็ได้กล่าวถึงการบูรเช่นกัน

ตามบันทึกของ Beltrán (1578) นักเดินทางชาวสเปน พบว่า บรูไนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการก่อสร้างมัสยิดหลังใหญ่ขึ้น และมีหมู่บ้านกลางน้ำอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยพบ

ย้อนกลับไปจากการบูร อาชีพเกษตรกรรมของชาวบรูไนโบราณก็คือการประมง โดยมีหมู่บ้านกลางน้ำอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่ Beltrán เขียนถึงก็คือ กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village ต้นกำเนิดของหมู่บ้านชาวประมง ที่นับเป็นธุรกิจที่สร้างชาติบรูไนต่อจากธุรกิจการบูร และต่อมาคือธุรกิจปิโตรเลียม

แม้บรูไนจะเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้มาสู่ประเทศแห่งนี้เป็นอันดับหนึ่ง

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำมันของบรูไนนั้น มีมากกว่าของประเทศไทยไม่มากนัก แถมยังน้อยกว่าของมาเลเซียค่อนข้างมากเลยทีเดียว

โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตน้ำมันได้เกือบ 140,000 บาเรล/วัน ขณะที่มาเลเซียผลิตได้ 800,000 บาเรล/วัน ส่วนบรูไนผลิตได้เพียง 180,000 บาเรล/วัน

แต่เนื่องจากบรูไนเป็นประเทศเล็ก มีประชากรเฉลี่ย 4 แสนคน เทียบได้กับภูเก็ตเท่านั้น จึงใช้น้ำมันในประเทศเพียงเล็กน้อย ที่เหลือส่งเป็นสินค้าออกทั้งหมด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลบรูไนเริ่มตระหนักว่า ประเทศชาติจะเอาแต่พึ่งพิงรายได้จากทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติไม่ได้อีกต่อไป

เพราะไม่เพียงแหล่งพลังงานจากฟอสซิลเหล่านี้ได้ลดลงทุกวัน และกำลังใกล้จะหมดลงเพียงเท่านั้น ทว่า มูลค่าราคาขายของพวกมันก็กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน

โดยทุกวันนี้ บรูไนได้หันมาให้ความสนใจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับภาคการเกษตร อาทิ ป่าไม้ ประมง รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ

โดยพืชผลการเกษตรที่สำคัญของบรูไนในปัจจุบัน ได้แก่ ข้าว และกล้วย นอกจากนี้บรูไนมีอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก อาทิ อาหารแปรรูป เช่น ปลากระป๋อง

ความหวังของบูรไนก็คือ นำผลผลิตทางการเกษตร และอาหารแปรรูปของตน ออกมาเลี้ยงคนในประเทศให้ได้ ก่อนที่จะขยายไปสู่การส่งออก

และน่าจะเป็นหลักประกันการสร้างงานให้กับพลเมือง โดยเฉพาะการรองรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายออกมาจากภาคการผลิตปิโตรเคมีในอนาคตอันใกล้

อาชีพรองรับในอนาคตอีกอาชีพหนึ่งก็คือ การที่บรูไนกำลังพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์บริการทางการค้าและการท่องเที่ยว เห็นได้จากเริ่มมีทัวร์จีนทยอยมาลงเรื่อยๆ

สอดคล้องกับเป้าหมายในโครงการความร่วมมือของกลุ่ม Brunei Indonesia Malaysia Philippines-East ASEAN Growth Area หรือ BIMP-EAGA นั่นเอง

นอกจากกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บรูไน-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ และอาเซียนตะวันออก หรือ BIMP-EAGA แล้ว บรูไน ยังสังกัดกลุ่มเศรษฐกิจ APEC, ASEAN และ WTO เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

ในส่วนของธุรกิจ SME ของบรูไน ตามถนนหนทาง และในห้างสรรพสินค้า ของบรูไน เราจึงพบร้านขายเครื่องดื่มที่เป็นชา จำนวนมาก วัฒนธรรมการดื่มชาของบรูไน เป็นชาที่เผยแพร่เข้ามาทางอินเดียที่ส่งผ่านขึ้นมาจากทางตอนใต้ของภูมิภาค ASEAN เป็นหลัก ซึ่งก็เหมือนกับทางชวา บาหลี

แม้ว่าในฝั่งบาหลี นอกจากจะมีร้านชา ยังมีร้านกาแฟ และตามซูเปอร์มาเก็ตยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำหน่ายเนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว ต่างจากบรูไนที่เข้มงวดมากกับการวางจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ทว่า ก็ยังเห็นเครื่องดื่มชูกำลังจากประเทศไทยคือกระทิงแดงที่ยึดหัวหาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน

ร้านชาในบรูไนที่มีเป็นจำนวนมากนั้น มีหลากหลายแบรนด์ด้วยกัน มีทั้งร้านชาที่ขายชาอย่างเดียว และที่ขายชากับกาแฟ ร้านชื่อดังที่ขายชาและกาแฟในบรูไนคือ The Coffee Bean & Tea Leaf ซึ่งเป็นร้านแฟรนไชส์ ส่วนแฟรนไชส์กาแฟก็มีให้เห็นเป็นจำนวนไม่น้อย นอกจาก Starbucks แล้วยังมีอีกหลาย แบรนด์ด้วยกัน

และหากจะกล่าวถึงระบบการศึกษาของบรูไนในปัจจุบันแล้ว นับตั้งแต่มีการประกาศแผนยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ปี ค.ศ.2007-2011และในปี ค.ศ.2009 เป็นปีสำคัญที่บรูไนได้กำหนดนโยบาย SPN21

SPN21 ย่อมาจาก Sistem Pendidikan Negara Abad KE-21หรือ ระบบการศึกษาแห่งชาติสำหรับศตวรรษที่ 21 เป็นนโยบายด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของบรูไน ที่นำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเข้าสู่ระบบการศึกษาของบรูไน 3 ประการ ได้แก่ ด้านโครงสร้างการบริหารการศึกษา ด้านนวัตกรรมหลักสูตร และการจัดการการเรียนรู้ ด้านการวัด การประเมินผล และการวิจัยทางการศึกษา

ส่วนการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของบรูไนมุ่งเน้นการสร้างบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการประกอบอาชีพเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านต่างๆ ในอนาคต

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของบรูไนประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยจำนวน 4 แห่งคือ

Universiti Brunei Darussalam

Sultan Sharif Ali Islamic University

Institut Teknologi Brunei

Seri Begawan Religious Teachers University College