ความจริงที่อาจไม่จริงอย่างที่เห็น

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาขณะที่เมืองไทยกำลังเข้าสู่บรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ อีกฟากหนึ่งของโลกใบนี้นอกจากจะมีการเปิดภาพแรกของหลุมดำจากกาแลคซี่ อันไกลโพ้นแล้ว ข่าวการเข้าจับกุมตัว จูเลียน อาซาสจ์ อดีตนักหนังสือพิมพ์ชาวออสเตรเลีย และ อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง วิกิลีกส์ เว็บไซต์ที่เปิดเผยเอกสารลับทางราชการของสหรัฐฯ  ก็กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่า เรื่องหลุมดำสักเท่าไรนัก 

เรื่องราวของ อาซาสจ์ ในสถานทูตเอกวาดอร์นั้นขอเล่าแบบฉบับย่อแล้วกัน จูเลี่ยน อาซาสจ์ คือผู้ร่วมก่อตั้งวิกิลีกส์ แล้วดันไปเจอข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการของสหรัฐฯ เรื่องอัพฟากนิสถาน กับ อิรัก จากนั้นก็ทำการปล่อยข้อมูล ให้กับสื่อทั่วโลก 

จูเลี่ยน อาซาสจ์ ในฐานะบรรณาธิการของ วิกิลีก จึงถูกหมายหัวจากสหรัฐฯ ทีนี้พออยู่ในอังกฤษ ศาลอังกฤษก็มีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะเดียวกันตำรวจสากลก็ออกหมายจับ อาซาสจ์ในข้อห้าล่วงละเมิดทางเพศหญิงชาวสวีเดน สุดท้ายอาซาสจ์ ขอหลบหนีในฐานะผู้ลี้ภัยไปอยู่ในสถานทูตเอกวาดอร์

มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่สร้างขึ้นโดยมีเนื้อหาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการกระทำของ อาซาสจ์ และที่คนไทยน่าจะรู้จักกันดีคือ The Fifth Estate ซึ่งสะท้อนถึงให้เห็นผลกระทบต่อสิ่งที่อาซาสจ์ ทำโดยมี วิกิลีกส์​เป็นเครื่องมือ 

แน่นอนว่ามีทั้งแฟนคลับที่ชื่นชอบในตัว อาซาสจ์ ในฐานะของผู้ที่นำเอาความจริงมาเปิดเผย ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ไม่ชื่นชอบอาซาสจ์​ (แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯ) เพราะความจริงที่ อาซาสจ์ เปิดเผยบางเรื่องนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ รวมไปถึงการสร้างความไม่พอใจระหว่างประเทศ ที่ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง 

ก่อนจะเข้าไปอยู่ในสถานทูตเอกวาดอร์ นั้น จูเลี่ยน อาซาสจ์ เปรียบเสมือนกันศาสดาคนหนึ่งเลยทีเดียวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเขา เพราะวิธีพูด วิธีให้สัมภาษณ์ของอาซาสจ์​นั้นมีเสน่ห์ ดึงดูดคนฟังได้ตลอด เหมือนที่เขาพูดถึงการต่อสู้เพื่อเปิดเผยความจริงของตัวเองว่า 

“หลายครั้งที่เราต่างรู้เห็นในความอยุติธรรมของสังคม แต่เรากลับนิ่งเฉยปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราฝึกตัวเองให้มองไม่เห็นในสิ่งที่ควรมองเห็น สุดท้ายเราต่างสูญเสียความสามารถในการป้องกันตนเอง และ คนที่เรารัก จากความอยุติธรรมเหล่านั้น” 

สิ่งที่ อาซาสจ์ กล่าวในคำพูดข้างต้นเป็นเรื่องจริงไหม คำตอบคือจริง แต่ความจริงที่ถูกนำมาเปิดเผยโดยไม่มีการกลั่นกรอง และ ไม่คิดถึงผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมนั้น ความจริงดังกล่าวจึงกลายเป็นดาบสองคม

เมื่อวันพฤหัสที่ 11 เมษายน จูเลี่ยน อาซาสจ์ ถูกจับด้วยข้อหาที่หลบหนีระหว่างประกันตัว เป็นการบุกเข้าจับชนิดที่ตำรวจอังกฤษ ต้องลากตัวออกมาจากสถานทูตเอกวาดอร์ ที่ปลดสถานะผู้ลี้ภัยออกจาก อาซาสจ์  ที่คอยคุ้มกันมาตลอด 7 ปี

แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น อาซาสจ์ ก็ยังถือหนังสือติดมือ ที่ชื่อยาวๆว่า Gore Vidal History of The National Security State หนังสือที่เกี่ยวกับการสร้างความน่าเชื่อถือ และ ทำให้สถาบันประธานาธิบดีของสหรัฐฯแข็งแกร่ง เขียนโดยกอร์ วิดัล นักเขียน นักประพันธ์ชื่อดัง  นั่นคือวิธีแบบ จูเลี่ยน อาซาสจ์ และ ต่อจากนี้น่าจะได้เห็นบทบาทเขามากขึ้น 

เคยมีการตั้งคำถาม ถึงพฤติกรรมของอาซาสจ์ ที่นับวันจะมีคนสงสัยในสิ่งที่เขาทำมากขึ้นเรื่อยๆว่า ทำเพราะต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงสังคมจริงๆ หรือ เพราะความอยากบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นศาสดา…ซึ่งคนที่ให้คำตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ จูเลี่ยน อาซาสจ์ ส่วนเราท่านในฐานะผู้ชม คงต้องพิจารณาให้ดีกับความจริง ที่อาจไม่ได้จริงอย่างที่เห็น