ศิลปะ X วิทยาศาสตร์ : อยากทำงานศิลปะให้เพอร์เฟค ก็ต้องทดลอง

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นวิชาการจ๋าอะไรเลย แต่เป็นการเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนศิลปะ ที่คนภายนอกหรือคนที่ไม่เคยทำงานศิลปะอาจจะไม่เข้าใจ ­­

ศิลปะไม่ใช่แค่การขีดเขียนละเลงสีไปวันๆ เท่านั้น!

คนอาจจะคิดว่าศิลปะไม่มีอะไรมาก ใครเก่งก็วาดไป ใครมีพรสวรรค์ก็ทำไป เมื่อมีความชำนาญวาดยังไงก็ออกมาสวย แต่เราอาจจะลืมไปว่าจะมีซักกี่คนที่วาดรูปเป็นตั้งแต่เกิด โอกาสแทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว เพราะกว่าศิลปินหรือนักเรียนศิลปะจะวาดรูปได้มันต้องมาจากการเรียนรู้ ฝึกฝนและทดลองด้วยกันทั้งนั้น­

ศิลปะ มาคู่กับการลองผิดลองถูก

แน่นอนว่าเมื่อเรียนศิลปะ แรกเริ่มแค่ขีดเส้นได้ตรง วาดวงกลมให้กลมก็น้ำตาแทบจะไหลแล้ว เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่จะมีพรสวรรค์ด้านนี้ตั้งแต่เกิด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการลงมือทำ บางคนวาด 10 วงก็เริ่มกลมแล้ว ส่วนบางคนอาจจะต้องวาดเป็นร้อยเป็นพันกว่าจะคล่องมือ

การลองผิดลองถูกอีกอย่างคือการหาเทคนิคใหม่ๆ มาสร้างงานศิลปะ เราจะเห็นศิลปินมักจะหาอะไรแปลกๆ มาทำงานศิลปะ เริ่มจากการสลัดสีลงผ้าใบ ทาสีบนตัวแล้วเอาตัวลงไปกลิ้งบ้าง เริ่มเอาของรอบตัวมาทำเป็นงานศิลปะ ไปจนถึงการเอาเลือดมาสร้างงานศิลปะแบบที่เคยเล่าไปแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นการทดลองหาอะไรใหม่ๆ มาทำให้วงการศิลปะมันรันไปได้เรื่อยๆ รวมถึงเป็นการหาเอกลักษณ์ส่วนตัวของศิลปินเอง

อยากได้ศิลปะที่ดี ต้องนำวิทยาศาสตร์เข้ามาเสริมด้วย

ข้อนี้เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับคนที่เรียนภาพพิมพ์ เรียนประติมากรรม หรือพวกที่ต้องมีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คนที่เรียนภาพพิมพ์จำเป็นต้องใช้กรดในกระบวนการสร้างงานศิลปะ และไม่ใช่ว่าเอะอะจะจับกรดมาหยดปุ๊ปปั๊ปแล้วจะสำเร็จได้ตามที่ต้องการเลย ทุกอย่างต้องเกิดจากการทดลอง ปรับอัตราส่วนของกรดและตัวผสมอื่นๆ ให้ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ แน่นอนว่าถ้าอยากเป๊ะ ต้องทดลอง และจดบันทึก

หรือแม้แต่คนที่ต้องการจะล้างรูปฟิล์ม วิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นกระบวนการหลักเลย หากต้องการล้างฟิล์มด้วยตัวเองหรืออัดรูปด้วยตัวเอง ต้องใช้น้ำยา ต้องวัดอุณหภูมิน้ำ ต้องลองผิดลองถูกในการฉายแสงอัดภาพให้ได้สีที่เราต้องการ ทุกอย่างล้วนเป็นการทดลอง จดบันทึก จดจำกันทั้งสิ้น

ศิลปะ บางครั้งเป็นการทดลอง บ้างครั้งเป็นการท่องจำ

เมื่อเล่าถึงศิลปะแบบทดลองไปแล้ว ก็ต้องถึงคราวศิลปะแบบใช้ความชำนาญดูบ้าง ที่ว่าศิลปะคือสิ่งที่ต้องฝึกฝน แน่นอนว่าไปถึงจุดหนึ่ง เราอาจจะวาดของบางอย่างได้โดยไม่ต้องดูแบบ วาดหน้าคนได้โดยไม่ต้องมีต้นแบบ หรือลงแสงและเงาไปโดยไม่ต้องดูของจริง และความสามารถเหล่านี้ก็มาจากการฝึกฝน เพราะฉะนั้นศิลปะเลยกลายเป็นสิ่งที่บางครัังต้องอาศัยการทดลองเพื่อหาอะไรใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการทำอย่างเดิมซ้ำๆ จนชินมือ

เนี่ย ใครว่าศิลปะเป็นวิชาง่ายๆ กันเล่า

ศิลปะมักมากับการตั้งคำถาม

เมื่องานมันเผยแพร่ออกไป ผู้ชมงานเรานี่แหละที่จะเป็นคนสงสัยและตั้งคำถามกับมัน คอนเซปต์คืออะไร? ทำไมใช้สีนี้? ทำไมวาดรูปสไตล์นี้? (ส่วนคนที่เรียนศิลปะ จะถูกตั้งคำถามจากกรรมการตรวจวิทยานิพนธ์นั่นแหละ แล้วต้องมีคำตอบไว้ซัพพอร์ตผลงานของตัวเองด้วย ฮ่าๆ) ในที่สุดแล้วงานศิลปะมันก็เริ่มมาจากการตั้งคำถาม หาคำตอบ กลั่นกรองเป็นผลงาน ศิลปินทุกคนย่อมมีคำตอบในผลงานตัวเองอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าเราตั้งใจจะบอกหรือเปล่า หรือตั้งใจให้ทุกคนตีความไปตามสะดวกนั่นเอง