“เดจาวู” ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คุณเชื่อในเรื่องกงล้อประวัติศาสตร์ไหม กงล้อที่จะหมุนเรื่องราวแบบเดิมกลับมาอีกครั้งต่างกันเพียงแค่เวลา และ ตัวละครที่ทำซ้ำในเหตุการณ์เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกงล้อประวัติศาสตร์เรื่องการเมือง ที่มักจะหมุนวนด้วยวิธีการแบบเดิมแม้จะมีบทเรียนจากในอดีตมาแล้ว แต่ก็ยังคงมีเรื่องคล้ายเดิมเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป 

 บรรทัดต่อจากนี้ Tonkit360 จึงขอรวมเหตุการณ์ที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพื่อให้คุณผู้อ่านได้วิเคราะห์กันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น มีความคล้ายกับเหตุการณ์ใดในปัจจุบัน

พรรคสามัคคีธรรมแกนนำพรรคมารในปี 2535

คนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป คงจำเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2534 ยึดอำนาจจาก พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ทำให้เกิดคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. นำโดย พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี และ พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล

หลังรสช. ปกครองประเทศไปได้ประมาณ หนึ่งปี ก็ได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขึ้น และทำให้เกิดพรรคสามัคคีธรรม พรรคที่ถูกมองว่าก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนแกนนำ รสช. และในการเลือกตั้งปี 2535 พรรคสามัคคีธรรม ได้รับเลือกมากที่สุดจำนวน 79 คน เป็นอันดับหนึ่งและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่หัวหน้าพรรค คือนาย ณรงค์ วงศ์วรรณ ไม่สามารถนั่งในตำแหน่งดังกล่าวได้ เนื่องจากถูกขึ้นแบล็คลิส ในการเข้าสหรัฐอเมริกา

ทำให้พรรคสามัคคีธรรมเสนอชื่อพล.อ. สุจินดา คราประยูร แกนนำรสช. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมกับฉายา “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นับเป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งท่ามกลางเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการ “นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง” และท้ายที่สุดก็นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

พรรคประชากรไทยกับการโค่นประชาธิปัตย์ในกทม.

ย้อนกลับไปในยุคที่ประชาธิปไตยยังไม่เบ่งบานเต็มใบ ชื่อของนายสมัคร สุนทรเวช นับเป็นนักการเมืองที่ร้อนแรงอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตทหาร จากนักหนังสือพิมพ์ มาสู่นักจัดรายการวิทยุ และผันตัวเข้าสู่การเมืองในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สมัคร สุนทรเวช สร้างเส้นทางการเมืองของตนเองด้วยการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์และก่อตั้งพรรคประชากรไทย ในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2522 ด้วยแนวนโยบายแบบอนุรักษ์นิยม พร้อมกับความเบื่อพรรคประชาธิปัตย์ของคนกรุง ทำให้การเลือกตั้งในปีเดียวกับที่ก่อตั้งพรรคนั้น พรรคประชากรไทยได้กวาดคะแนนเสียงในกทม.ไปถึง 29 ที่นั่งจาก 32 ที่นั่งนับเป็นการเปิดฉากโค่นคะแนนเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์ ในกทม เลยทีเดียว

พรรคพลังธรรมฝันร้ายอีกครั้งของประชาธิปัตย์

ในการเลือกตั้งปี 2535 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอายุได้เพียง 27 ปีเป็นนักการเมืองดาวรุ่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เขาต้องต่อสู้กับความร้อนแรงของพรรคพลังธรรม ในยุคที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นหัวหน้าพรรค 

ในการเลือกตั้งปี 2535 พรรคพลังธรรมได้รับความนิยมสูงสุดในกรุงเทพมหานคร สามารถกวาด ส.ส.ได้มากที่สุดถึง 32 ที่นั่งจากทั้งหมด 35 ที่นั่ง เหลือไว้เพียง 3 ที่นั่งให้นายสมัคร สุนทรเวช ดร.ลลิตา ฤกษ์สำราญ จากพรรคประชากรไทย และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่สามารถฝ่ากระแสพลังธรรมเข้ามาได้เป็นส.ส.สมัยแรก

พรรคกิจสังคมประวัติศาสตร์ 18 เสียงที่ยังไม่มีใครลบได้

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในการเลือกตั้ง ปี 2518 เวลานั้น “หม่อมพี่”(ฉายาจากหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น) ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ “หม่อมน้อง” (ฉายาจากหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น) ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อตั้งและเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม โดยผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด และ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ปรากฎว่าดำรงตำแหน่งบริหารประเทศกันได้ไม่นาน ส.ส. จากบรรดาพรรคเล็กต่างๆที่ร่วมรัฐบาลกลับร่วมมือกันโหวตไม่อนุมัตินโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ รัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ต้องยุติการทำหน้าที่ ทำให้ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ตามรัฐธรรมนูญในเวลานั้น และด้วยบารมี รวมไปถึงความสามารถในการประสานงานของ นายบุญชู โรจนเสถียร ในฐานะเลขาธิการพรรค ทำให้พรรคกิจสังคมในเวลานั้นที่มี ส.ส.เพียง 18 เสียงสามารถรวบรวมพรรคเล็กๆ อีก12 พรรค จนสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ที่มี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ