มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 4)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนแรก)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 2)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 3)

สุลต่านพระองค์แรกของบรูไนคือ Muhammad Shah โดยได้ทรงสถาปนาบรูไนขึ้นเป็นอาณาจักร ตั้งต้นที่บริเวณปากแม่น้ำบรูไน ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14

แม่น้ำบรูไน นอกจากจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงบรูไนให้เป็นบรูไนทุกวันนี้แล้ว ยังเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญที่สุดในการสร้างบรูไนยุคใหม่

นั่นเป็นเพราะว่า แม่น้ำบรูไน เป็นที่ตั้งของ กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village บรรพบุรุษหมู่บ้านชาวประมง ที่นับเป็นธุรกิจที่สร้างชาติบรูไนต่อจากธุรกิจการบูร และในปัจจุบันก็คือธุรกิจปิโตรเลียม

กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องการเป็นชุมชนกลางน้ำอันดับหนึ่งของโลกแล้ว ยังถือเป็นต้นกำเนิดของหมู่บ้านชาวประมง

ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะอารยธรรมสมัยใหม่ของบูรไนในยุคที่ยังไม่มีการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สร้างความร่ำรวยให้กับบรูไนเป็นเศรษฐีทุกวันนี้

หากใครเคยไป Singapore History Gallery ก็จะพบรูปแบบการสร้างชาติจากเครื่องมือจับปลาของชาวประมงคล้ายๆ กันที่ Muzium Teknologi Melayu Brunei

เพราะก่อนที่บรูไนจะรุ่มรวยจากธุรกิจค้าน้ำมันดิบและแก๊สใต้ทะเล กัมปง ไอเยอร์ หมู่บ้านกลางน้ำ อายุกว่า 1,300 ปี แห่งนี้ คือหลังพิงอันแข็งแกร่งในช่วงสร้างชาติ

ดังนั้นอารยธรรมประมงของ แห อวน ข่าย ยอ โพงพาง ช้อน สวิง ข้อง เฝือก และเบ็ด คืออุปกรณ์สร้างชาติบูรไนก่อนที่บรูไนจะเป็นบรูไนในทุกวันนี้อย่างแท้จริง

นอกจากธุรกิจประมงจะมีส่วนสร้างชาติให้บรูไนเป็นบรูไนในทุกวันนี้ โดยก่อนที่บรูไนจะรุ่มรวยด้วยธุรกิจปิโตรเลียมในเวลาต่อมา หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าบรูไนมีธุรกิจการบูร

พงศาวดารจีน (Zhao Rugua, 977) ได้กล่าวถึงบรูไนในฐานะเมืองท่าสำคัญของบอร์เนียวที่มีกองเรือรบคอยคุ้มครองเรือสำเภาของพ่อค้าวาณิชบริเวณทะเลจีนใต้

ส่วนบันทึกของชาวชวา (Prapanca, 1365) ได้เขียนถึงบรูไนครั้งที่ยังอยู่ใต้อาณัติของอาณาจักรมัชปาหิต โดยบรูไนมีชื่อเสียงอย่างมากเรื่องสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวกับการบูร

หนังสือ European Sources for the History of the Sultanate of Brunei in the Sixteenth Century บรรณาธิการโดย Robert Nicholl (1975) ก็ได้พูดถึงการบูรเช่นกัน

และ Barbosa (1550) ก็ได้บันทึกไว้ว่า บอร์เนียวบริเวณปากแม่น้ำเซเรียมีต้นการบูรมาก และมีการผลิตการบูรส่งไปขายให้ชาวฮินดูในอินเดียและชาวมุสลิมทั่วไปที่นิยมใช้

นอกจากการบูรแล้ว บรูไนยังมีผลหมากรากไม้นานัปการที่เป็นเป้าหมายของประเทศนักล่าอาณานิคม เพราะเกาะบอร์เนียวในยุคนั้นมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

ตามบันทึกของ Beltrán (1578) นักเดินทางชาวสเปน พบว่า บรูไนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก และมีหมู่บ้านกลางน้ำอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยพบ

เขาหมายถึง กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village บรรพบุรุษหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างชาติบรูไนต่อจากธุรกิจการบูร และในปัจจุบันก็คือธุรกิจปิโตรเลียมนั่นเอง

ความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติของบรูไนหรืออีกนัยหนึ่งก็คือบอร์เนียวในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้ดึงดูดให้ชาติชั้นนำของยุโรปในห้วงเวลานั้น มาด้อมๆ มองๆ หวังจะล่าเป็นอาณานิคม

ในปี ค.ศ.1505 โปรตุเกสได้เริ่มทำการออกสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการรายงานผลการสำรวจกลับไปยังผู้ปกครองอาณาจักรถึงการค้นพบการบูรจำนวนมากบนเกาะบอร์เนียว

อันนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจการค้าการลงทุนด้านการเกษตรและการเกษตรแปรรูปการบูรของบรูไนในเวลาต่อมา และอีกเกือบ 70 ปี ที่โปรตุเกสเจริญสัมพันธไมตรีกับบรูไน จนกระทั่งสเปน ได้เริ่มด้อมๆ มองๆ บรูไนในปี ค.ศ.1574 เมื่อโปรตุเกสกำลังจะเริ่มเสื่อมอำนาจลง

ปี ค.ศ.1578 ในรัชสมัยของสุลต่าน Saiful Rijal เมื่อสเปนมั่นใจว่าโปรตุเกสได้คลายกำลังจากพื้นที่นี้ สเปนจึงเริ่มวางแผนส่งกองเรือออกตระเวนดูลาดเลา และแล้ว ในราวกลางเดือนเมษายน สเปนได้เปิดศึกที่ปากอ่าวมัวรา ซึ่งปัจจุบันคือเขตปกครองบรูไน-มัวรา เมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน

บรูไนเมื่อหันไปพึ่งโปรตุเกสเจ้าอิทธิพลเดิมไม่ได้ พวกเขาจึงหันไปจับมือกับซูลู โมโร และมินดาเนา ซึ่งเป็นมุสลิมเหมือนกัน

ฝ่ายสเปนก็ใช้ฐานใหญ่ในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคาทอลิกบัญชาการรบ กว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายก็ใช้เวลาอยู่นานนับเดือน และกว่าเรื่องราวดังกล่าวจะสงบก็ต้องรอจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคมปี ค.ศ.1579

โดยในอีก 10 ปีให้หลัง คือในปี ค.ศ.1588 บรูไนเริ่มขยายอิทธิพลบนทะเลจีนใต้ตอนล่าง ลงไปถึงตอนใต้ของบอร์เนียวคือโมลุกกะ ฝั่งตะวันตกคือลิกอร์  ทางตะวันออกคือซูลู และมินดาเนา ด้านเหนือคือโมโร ไปจนสุดถึงอ่าวมะนิลา

ทว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในห้วงเวลานั้นก็คือ การที่บรูไนเจริญสัมพันธไมตรี ทั้งทางด้านการทูต และการพาณิชย์ โดยเฉพาะด้านการศาสนากับมินดาเนาซึ่งเป็นรัฐมุสลิมเหมือนกัน

หากไม่นับโมลุกกะซึ่งอยู่ทางตอนใต้ บรูไนผูกสัมพันธ์กับสามจักรวรรดิมุสลิมโบราณคือโมโร อันประกอบด้วยโมโร ซูลู และมินดาเนา ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของฟิลิปปินส์

เป็นการคานอำนาจกับประเทศเจ้าอาณานิคมยุโรป โดยเฉพาะสเปนที่กำลังเริ่มอ่อนแรง ทว่า ก็ยังพยายามเล่มเกมอำนาจเหนือบรูไนผ่านทางลูซอนและศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

นอกจากสเปน ยังมีฮอลันดาผู้มาเยือนหน้าใหม่ ที่สุลต่าน Hassan ได้คาดการณ์และตระหนักถึงภยันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา และก็เป็นจริงดังที่ใจคิด เพราะในอีกไม่ถึง 10 ปีถัดมา คือในปี ค.ศ.1601 ฮอลันดาได้แสดงแสนยานุภาพเหนือชวาซึ่งอยู่ทางตอนใต้ไม่ไกลจากบรูไนนัก

แม้บรูไนจะไม่ตกอยู่ภายใต้การเป็นประเทศราชของฮอลันดา ทว่า ความพยายามประคับประคองบรูไนให้ยืนต้านคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามาของสุลต่าน Hassan สิ้นสุดลงเมื่อพระองค์สวรรคต 

หลังจากสุลต่าน Hassan สิ้นพระชนม์ อำนาจของบรูไนตกต่ำลง มีการสู้รบกันเองภายใน เมื่อเห็นว่าบรูไนเริ่มอ่อนล้า ซาราวักจึงได้เรืองอำนาจขึ้นผ่านการสนับสนุนของอังกฤษ ผู้เล่นหน้าใหม่ในเกมล่าอาณานิคม

เมื่อหาพันธมิตรไม่ได้ ประกอบกับความอ่อนแอของอาณาจักรจากปัญหาภายในที่รุมเร้า บรูไนจึงถูกอังกฤษบีบอย่างหนักในห้วงยามดังกล่าว จนกระทั่งต้องยอมลงนามสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อสงบศึกกับอังกฤษ เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และได้กลายเป็นเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษในเวลาต่อมา

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะอุบัติขึ้น ได้มีการสำรวจและค้นพบแหล่งพลังงานฟอสซิลบริเวณน่านน้ำในเขตเซรีอา ทว่า ในขณะที่บรูไนยังก่อร่างสร้างธุรกิจปิโตรเคมีได้ไม่เต็มที่ดี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นเสียก่อน

การบุกตะลุยเข้ามาของญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นำพาความเปลี่ยนแปลงอย่างฉกาจฉกรรจ์ให้เกิดขึ้นแก่ทุกประเทศในย่านนี้

และบรูไนเอง ก็เห็นจะเลี่ยงวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้พ้นไม่