รู้หรือไม่บ้านไหนเอาเงินไปลงทุน มีเงินเหลือมากกว่าคนไม่ลงทุน ถึง 2 เท่า

การลงทุนกับคนไทยถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนัก แต่ถ้าเป็นการเสี่ยงโชค รวยทางลัดนี่ อาจจะเป็นอับดับหนึ่งกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนไทยมีความเลื่อมล้ำมาก เพราะคนรวยก็รวยสุด คนจนก็แทบจะไม่มีกินกันเลยทีเดียว

เรามาดูว่า จริงๆแล้วคนไทยกับการลงทุนนั้นตามสถิติแล้ว แต่ละครัวเรือนมีการลงทุนมากน้อยแค่ไหน

ในยุคที่การออมเงินที่หามาอย่างยากลำบากเพียงทางเดียวถือเป็นเรื่องที่อาจจะเสียเวลา เพราะทำให้เงินของเรางอกเงยได้เล็กน้อยมาก ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินที่เล็กลงในแต่ละปี  เราเคยกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาทในสมัยก่อน แต่ตอนนี้เราอาจจะต้องใช้เงินถึง 50-60 บาทสำหรับก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม  ดังนั้นเรื่องการลงทุน เป็นเรื่องที่สำคัญพอๆกับเรื่องการออมสำหรับยุคสมัยนี้

วันนี้เรามีสถิติการลงทุนที่น่าสนใจมาฝาก ในประเทศไทยมีครัวเรือนที่สนใจเรื่องการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งในรูปแบบของเงินฝาก การลงทุนในหุ้น หรือ การซื้อพันธบัตร  ซึ่งสถิติที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ครัวเรือนที่มีการลงทุน มีเงินเหลือจากการใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีการลงทุน

จากสถิติในปี 2558

ครัวเรือนที่ลงทุน มีรายได้เฉลี่ย 35,078 บาท  ต่อเดือน
มีค่าใช้จ่ายเเฉลี่ยอยู่ที่ 24,581 บาท  ต่อเดือน
และมีเงินเหลือ 10,397 บาทต่อเดือน

ครัวเรือนที่ไม่มีการลงทุนมีรายได้เฉลี่ย 21,991 บาท  ต่อเดือน
มีค่าใช้จ่ายเเฉลี่ยอยู่ที่ 17,240 บาท  ต่อเดือน
และมีเงินเหลือ 4,751 บาทต่อเดือน

ซึ่งหมายความว่า ครัวเรือนที่ลงทุนมีเงินเหลือมากกว่า ครัวเรือนที่ไม่ลงทุนถึง 2 เท่า เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากนะจ๊ะ

และครัวเรือนที่ลงทุนเยอะมากที่สุดคือ ประชากรที่อยู่ใน กทม.นั่นเอง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยจากการลงทุนสูงถึง 22,953 บาท  และ คนไทยทั้งประเทศลงทุนแค่เพียง 5.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งสัดส่วนครัวเรือนที่ลงทุนมากที่สุดอยู่ในภาคเหนือ

โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจว่า ปี 2556 รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ลงทุนมีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น ค่าเฉลี่ยรายได้จากการลงทุนต่อครัวเรือน ในปี 2556 อยู่ที่ 6,300 บาท ในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 8,006 บาท

แต่อย่าลืมนะจ๊ะว่าทุกการลงทุน มีความเสี่ยงเสมอดังนั้นหากครัวเรือนไหนที่สนใจอยากเริ่มลงทุน ก็ควรศึกษาข้อมูล และ ระดับความเสี่ยงที่รับได้ ก่อนตัดสินใจลงทุนในรูปแบบใดก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลที่น่าสนใจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ