“ปีศาจ” นวนิยายที่คงกระพันแก่กาลเวลา

“ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที….”

ข้อความจากบางช่วงบางตอนของ นวนิยายเรื่อง ปีศาจ โดย เสนีย์ เสาวพงศ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2533 ถูกยกขึ้นมาพูดถึงมากในช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่นักการเมืองรุ่นใหม่ พูดถึงความเหลื่อมล้ำและการเปลี่ยนแปลง ข้อความอันเป็นคำพูดของ สาย สีมา ลูกชาวนาที่สามารถผ่านเข้าสู่ประตูรั้วมหาวิทยาลัย กลายเป็นบัณฑิตหนุ่มที่มีความคิดก้าวหน้า เมื่อมีความรักกับ หญิงสาวในตระกูลสูงศักดิ์ ความรักของ สาย สีมา คือการก้าวข้ามกำแพงของชนชั้นที่กำลังพุพังไปตามกาลเวลา

หนังสือเล่มนี้ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ เขียนและตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2500 แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันเรื่องราวของ “ปีศาจ” ก็ยังคงเข้ากับยุคสมัย และถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่เคยหายไปจาสังคม ชาวนายังคงเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เหมือนดังที่ สาย สีมา พูดเอาไว้ว่า

“ผมมีความภูมิใจสูงสุดในวันนี้เองที่เกิดมาเป็นลูกชาวนา ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมพ่อผมจึงไม่ได้เป็นขุนนาง แต่ทว่าขุนนางนั้นมีอยู่จำนวนน้อย และ คนที่เป็นชาวนานั้นมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าพ่อผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในฝ่ายข้างมาก”

ปีศาจ ที่เสนีย์ เสาวพงศ์ เปรียบเทียบให้เห็นถึงกาลเวลา ที่เปลี่ยนแปลง คนที่ยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ รูปแบบเดิมพอได้เจอกับกาลเวลา ที่เปลี่ยนแปลง ก็เหมือนได้พบกับปีศาจ ที่พวกเขาอยากจะกำจัดให้สิ้นสูญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กาลเวลามีแต่จะเดินไปข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์ ปีศาจ ก็ยังคงสร้างคนอย่าง “สาย สีมา” ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

อันที่จริงแล้ว คำพูดของสาย สีมา ที่ยกมาในข้างต้น อาจจะกล่าวแทนความเป็นปีศาจ ได้อย่างชัดตามความตั้งใจของ เสนีย์ เสาวพงศ์ แต่อีกหนึ่งประโยคจาก นายพูน คนขับรถของ รัชนี พูดถึงบุญคุณของ “ท่าน” (ผู้เป็นพ่อของรัชนี) ก็ได้แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ เหนืออื่นใดทำให้เห็นว่า ปีศาจ นั้นไม่ได้หมายถึงกาลเวลา ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเดียว หากผู้คนที่ถูกสังคมกดทับมาอย่างเนิ่นนาน พวกเขาก็ต้องการเห็นอนาคตที่มาก กว่าการก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างที่เป็นอยู่เช่นกัน

“ผมอยู่กับท่านมาตั้งแต่เด็กจนแก่….. มีที่นอนมีข้าวกิน ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น ท่านก็นึกว่าบุญคุณของท่านคุ้มเกล้า ผมไม่ได้เป็นคนอกตัญญู บุญคุณของท่านผมก็ระลึกอยู่ แต่ชีวิตคนเราทุกวันนี้มันไม่เหมือนแต่ก่อน ไมใช่สมัยสี่สิบห้าสิบปีมาแล้ว ผมมันแก่แล้วไปไหนไม่รอด แต่ลูกผมนังนิดนั่นผมจะไม่ให้มันเป็น ‘ขี้ครอก’ อย่างผมอีก พอกันที

“ปีศาจ” คือนวนิยายที่สะท้อน ความเป็น – อยู่ – คือ ของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน เพราะทุกวันนี้ เรามีคนที่ยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ไม่ยอมเปลี่ยนไปไหน เรามีคนที่ไม่อยากยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมแต่ไปไหนไม่รอด เรามีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปลียนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ภายในความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงนั้นลึกๆแล้วพวกเขาก็แอบหวั่นในใจว่าจะพบกับอะไรอีกบ้างแต่ท้ายที่สุดทุกคนก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เพราะไม่มีใครสามารถเหนี่ยวรั้งอะไรเอาไว้ได้ ่และกงล้อของวันเวลาก็ยังเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง มันจะเป็นเช่นนั้นชั่วนิรันดร์