คุณอยู่ในวัยที่มองโลกแบบไหน

เคยมีโอกาสนั่งสนทนากับผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง ที่เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาแบบให้ข้อคิดว่า 

“ตอนผมอายุ 25 ผมอยากเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น พออายุ 35 ความอยากของผมลดลง แต่ก็ยังอยากเปลี่ยนสังคมที่อยู่ให้ดีกว่าเดิม พออายุ 45 สังคมและผู้คนรอบข้างดำเนินมาอย่างไรก็ยังคงเป็นอยู่แบบนั้น พออายุ 55 ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่ และผมรู้สึกว่าบนบ่าทั้งสองข้างโล่งอย่างคิดไม่ถึงเลยทีเดียว” 

ตอนนั้นพอฟังจนจบแล้วยังไม่เห็นภาพเท่าไร เพราะยังอยู่ในช่วงวัยที่ยังอยากเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคม แถมยังเถียงอยู่ในใจอีกด้วยว่า จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกมันต้องมีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ซิ 

แต่พอถึงวันนี้ กลับนึกถึงคำพูดดังกล่าว และ รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเห็นโลกและสิ่งที่อยู่รอบข้างดำเนินไปตามคำพูดดังกล่าว ความคิดที่เราอยากจะเปลี่ยน กลายเป็นตัวเราเองที่ต้องเปลี่ยนไปตามโลก แถมยังต้องปรับความรู้สึกให้เข้ากับยุคสมัย 

มันเหมือนการเดินทางของทัศนคติ และ ความคิด จากวัยหนุ่มสาว ที่คิดว่าตัวเองจะเขย่าโลกได้ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น กลายเป็นว่าพลังขับเคลื่อนในวัยหนุ่มสาวถูกใช้เป็นเครื่องมือให้กับผู้ใหญ่บางคน 

เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมของการทำงาน เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของตนเอง จากที่โลกในทัศนคติมีเพียงขาวกับดำ กลายเป็นโลกที่มีสีเทา เข้ามาแทรก และ บางครั้งก็กลืนกินความเป็นตัวเราโดยไม่รู้ตัว 

เมื่อประสบการณ์ชีวิตโบยตีมาได้ระยะหนึ่ง  เราก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่เป็น ไม่ได้เหมือนกัน เราจะเริ่มรู้จักเผื่อใจไม่ได้ใส่ความมั่นใจแบบเต็มร้อยเหมือนวัยหนุ่มสาว และในวันที่การเดินทางของชีวิตมาถึงอีกช่วงหนึ่ง เราก็จะรู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ และ กงล้อประวัติศาสตร์ มักจะวนกลับมาที่เดิมทุกครั้งไป 

แต่ถึงแม้ทุกอย่างจะดำเนินไปตามช่วงวัย หากคำถามสำคัญที่เราต้องถามตัวเองคือ ในทุกช่วงชีวิตนั้น ได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่หรือยัง ได้เจ็บอย่างที่ควรจะเจ็บ ได้สุขอย่างที่ควรจะสุข ได้ประสบการณ์ชีวิตเพื่อเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตขนาดไหน คำตอบจากคำถามดังกล่าวจะทำให้คุณตกตะกอนทางความรู้สึก และ หันกลับมายิ้มได้กับปัจจุบัน