National Gallery Singapore : แบบอย่างหอศิลป์ที่อยากให้เกิดขึ้นในไทย

สิงคโปร์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับศิลปะมากกกก (เติม ก. ไก่อีกล้านตัว) จากประสบการณ์ที่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าตั้งแต่ด่านแรกอย่างสนามบินชางอีที่เน้นตกแต่งด้วยประติมากรรมร่วมสมัย จนถึงหอศิลป์ในเมือง

National Gallery Singapore หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์ เป็นที่หนึ่งที่คนรักศิลปะต้องไปเยือนหากไปเที่ยวสิงคโปร์ หรือไม่ได้ชอบศิลปะแต่ไปเดินชมสถาปัตยกรรมอาคารก็ยังคุ้ม ถึงแม้หอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์จะเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2015 เท่านั้น แต่ก็สามารถโกยรางวัลในด้านต่างๆ ไปได้ทุกปีตั้งแต่ก่อตั้งมา

อาคารสถาปัตยกรรมเก่าสไตล์ยุโรปนี้เพิ่มความขลังให้กับหอศิลป์มากทีเดียว เป็นตึกที่เคยเป็นศาลากลางและอาคารศาลฎีกาเก่า ที่ได้รับการรีโนเวทใหม่เพื่อให้เข้ากับความเป็นหอศิลป์มากขึ้น โดยใช้งบประมาณไปถึง 530 ล้านเหรียญสิงคโปร์! (ตีซะประมาณ 12,190 ล้านบาทในปี 2008 ที่เริ่มสร้าง) แล้วเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2015 ที่ผ่านมา

บรรยากาศภายในหอศิลป์เป็นความขลัง ความสงบที่น่าเข้าไปสัมผัส ทำให้งานศิลปะเป็นสัดเป็นส่วนและดูแพง ในบรรดา 5 ชั้นนั้นจะมีโซนที่เข้าฟรีด้วย นั่นคือชั้น 1 จะมีนิทรรศการหมุนเวียนจัดงานอยู่เรื่อยๆ ที่จะเน้น Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัย และงานศิลปะของสิงคโปร์ที่จะเริ่มเน้น Conceptual Art มากขึ้น

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือวิสัยทัศน์ ที่ไม่ได้เจาะจงเน้นแต่ศิลปินสิงคโปร์เองนะ แต่ยังมีผลงานของศิลปินในประเทศอาเซียนด้วย และผลงานในหอศิลป์ล้วนเป็นศิลปะร่วมสมัย แสดงให้เห็นถึงความมองอนาคต ความก้าวหน้า และทันสมัย แถมยังมีโซน Workshop สำหรับเด็กให้ซึมซับความเป็นศิลปะอีกด้วย

และหอศิลป์แห่งชาติสิงคโปร์เองก็สร้างแอปพลิเคชั่น Gallery Explorer เพื่อให้เราสามารถดูข้อมูลของหอศิลป์ ผลงาน และนิทรรศกาลได้สะดวกขึ้น

เพราะสิงคโปร์มองศิลปะเป็นอีกหนึ่งช่องทางดึงดูดนักท่องเที่ยว

ถามว่าทำไมคนต่างประเทศหรือคนสิงคโปร์เองถึงต้องถ่อไปที่นั่นและยอมจ่ายค่าเข้าชมที่ค่อนข้างสูงเพื่อไปชมงานศิลปะด้วย (ฟรีสำหรับชาวสิงคโปร์ / 20 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับชาวต่างชาติ หรือประมาณ 500 บาท) นั่นคงเป็นเพราะความหลากหลาย ไม่จำเจ มีการปรับเปลี่ยนให้คนเรียนรู้ตลอดเวลา และไม่ใช่แค่ว่าเราเข้าไปดูงานศิลปะที่สูงส่ง จับต้องไม่ได้ แต่เป็นงานศิลปะที่ถูกเพิ่มคุณค่า ถูกให้ความสำคัญ

ซึ่งสิงคโปร์ไม่ได้ลงทุนเรื่องนี้ไปเปล่าๆ เนื่องจากเค้าก็มีงานศิลปะที่เชื่อมโยงกันทุกปี ไม่ว่าจะเป็น Art Stage Singapore อีเว้นขายงานศิลปะที่จัดทุกต้นปีแบบใหญ่มาก  Singapore Art Biennale ที่จัดทุกๆ สองปี และในระหว่างนั้นหอศิลป์ แกลเลอรี่ต่างๆ ก็จะจัดนิทรรศการศิลปะและงานเปิดแสดงงานช่วงนั้นเพื่อเป็นการดึงนักท่องเที่ยวอีกทางนึงด้วย ทำให้วงการศิลปะสิงคโปร์วิ่งอยู่ตลอดเวลา และดึงนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้าประเทศได้ปีนึงนับไม่ถ้วน

พอหันมาดูหอศิลป์ในไทยแล้วเศร้าใจบอกไม่ถูก ขนาดหอศิลป์ที่อยู่ใจกลางเมือง มีโอกาสรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศให้เข้ามาชื่นชมศิลปะ วัฒนธรรมไทย และศิลปะร่วมสมัยโดยศิลปินไทยหรือต่างชาติได้มากขนาดนี้ แต่กลับไม่ได้รับความใส่ใจมากพอ งบประมาณที่กรุงเทพมหานครเจียดมาให้ 45 ล้านบาท จาก 80,000 ล้านบาท หรือเท่ากับเพียง 0.05% แถมยังจะโดนตัดงบจนต้องประหยัดน้ำประหยัดไฟ ทำให้เราเห็นเลยว่างานศิลปะ บันเทิง ถูกจัดอยู่ระดับไหนในสังคม (อย่าให้รู้ไปถึงประเทศไหนเชียว รู้สึกอับอายเบาๆ)

แต่ใช่ว่าประเทศไทยจะไม่เหลือหอศิลป์ที่เชิดหน้าชูตาได้ MOCA หรือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย เป็นอีกหนึ่งที่ที่รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินดังๆ ในไทยไว้ ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินต่างประเทศ และมีนิทรรศการหมุนเวียนอยู่บ่อยๆ (แต่เป็นของเอกชน ไม่ใช่รัฐบาล)

เห็นแล้วสะท้อนใจ กว่าประเทศไทยจะเห็นความสำคัญของศิลปะร่วมสมัยจนกลายมาเป็นช่องทางดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ คงจะอีกนาน…

ข้อมูลจาก fineartmagazineblog.wordpress.com / visitsingapore.com / nationalgallery.sg