หน้าร้อนนี้ควรระวัง! Heat Stroke (โรคลมแดด)

ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดด เฉลี่ยปีละ 32 คน โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ 1. การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง หรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน จนร่างกายมีอุณหภูมิเพิ่มสูงถึง 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป 2. การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังมาก

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดโรคลมแดดได้เช่นกัน นั่นก็คือการสวมใส่เสื้อผ้ามากชิ้นเกินไป เสื้อผ้าระบายความร้อนได้ไม่ดี และมีสีเข้ม, ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลทำให้ร่างกายขาดประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิ, ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ไม่มีน้ำทดแทนจากการเสียเหงื่อ

โดยลักษณะของผู้ป่วยโรคลมแดด จะมีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด และอาจมีอาการเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจถึงขั้นอันตรายแก่เสียชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยง Heat Stroke (โรคลมแดด)

1. จำนวนผู้ป่วยโรคลมแดดจะมีสูงสุด ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งอาชีพที่พบผู้ป่วยมากสุดคือ เกษตรกร รับจ้าง และทหาร เป็นต้น ฉะนั้นผู้ที่ทำงานกลางแดด หรือผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแดด จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแรก ที่อาจก่อให้เกิดโรคลมแดดนั่นเอง
2. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีและผู้สูงอายุ
3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง
4. คนอ้วน
5. ผู้ที่นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ
6. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

วิธีป้องกันตัวไม่ให้เป็น Heat Stroke (โรคลมแดด)

1. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
2. หากจำเป็นให้กางร่มหรือใส่หมวก
3. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องรอหิวน้ำ
4. ไม่ทิ้งเด็กเล็กหรือผู้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไว้ในรถที่จอดกลางแดด เพราะอาจเสียชีวิตจากความร้อนได้
5. ส่วนในกลุ่มผู้ที่ต้องทำงานในสภาพอากาศร้อน แนะนำให้มีการปรับตัวให้คุ้นชินกับสภาพอากาศร้อนก่อน
6. หากรู้สึกหิวน้ำมาก ตัวร้อนแต่เหงื่อไม่ออก หายใจถี่ ปากคอแห้ง อาจวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ขั้นตอนช่วยเหลือผู้ป่วย Heat Stroke (โรคลมแดด)

1. นำผู้ป่วยเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง จัดให้นอนท่าตะแคง เพื่อป้องกันลิ้นตกและป้องกันการสำลัก
2. เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือสเปรย์ร่างกายด้วยน้ำแล้วเป่าลม
3. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ
4. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเปียกคลุมตัวผู้ป่วย เพราะจะขัดขวางการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย
5. รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด