ROMA – ว่าที่หนังยอดเยี่ยมประจำเวที “ออสการ์”

เช้าวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ เราจะได้รับรู้กันแล้วว่าภาพยนตร์เรื่องใดจะถูกขานชื่อให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงานประกาศรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส หรือ “รางวัลออสการ์” ครั้งที่ 91 ท่ามกลางหนังคุณภาพมากมายที่เบียดเสียดกันแย่งชิงรางวัลทรงเกียรตินี้ถึง 8 เรื่อง ซึ่งมีเนื้อหาและกลวิธีเล่าเรื่องที่ต่างกัน และ ROMA ของ อัลฟอนโซ คัวรอน ก็คือหนึ่งในผู้ท้าชิงสำคัญของงานประกาศรางวัลครั้งนี้

ROMA ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทีมฟุตบอลนามกระเดื่องจากอิตาลี แต่หมายถึงเมืองแห่งหนึ่งในเม็กซิโก ที่ ผกก.คัวรอน นำมาใช้เป็นแบ็คกราวด์เล่าถึง “เกลโอ” แม่บ้านผู้ทำหน้าที่ดูแลครอบครัวชนชั้นกลาง อันประกอบด้วยพ่อที่เป็นหมอ, แม่เป็นนักเคมีวิทยา, คุณยายที่ยังกระฉับกระเฉง และลูกสาว-ลูกชาย รวมกันอีก 4 คน โดยตลอดทั้งเรื่องท่านผู้ชมจะได้เฝ้าดูวิถีชีวิตของ เกลโอ ทั้งในฐานะแม่บ้านที่คอยปรนนิบัติดูแลทุกคนในบ้าน, ซักผ้า, ทำอาหาร, ทำความสะอาด ก่อนตัดไปหาความสัมพันธ์กับหนุ่มคนรัก และปิดท้ายที่การรับมือกับช่วงเวลาวิกฤติที่เธอต้องเผชิญทั้งเรื่องปัญหาจิตใจและสถานการณ์รุนแรงในยุค 70 ที่โจมตีเธอแบบไม่คาดฝัน

ตัวละคร เกลโอ ที่ปรากฏตัวให้ผู้ชมเห็นทุกซีนในเรื่อง คือตัวละครที่ ผกก.คัวรอน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ “ลิโบ” แม่บ้านที่เคยเลี้ยงดูเขาสมัยเด็ก ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อคุณดูหนังเรื่องนี้จนจบจะมีข้อความปรากฏขึ้นช่วงท้ายเป็นภาษาเม็กซิโกว่า Para Libo (แด่ ลิโบ) ดังนั้น ROMA จึงมีสถานะเป็นงานของ ผกก.คัวรอน ที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก และเรียบง่ายที่สุดแล้วจากบรรดาผลงานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแฟนตาซีแบบ Harry Potter, กึ่งไซไฟอย่าง Children of Men และท่องอวกาศกับ Gravity

พิจารณาจากรายชื่อผู้ท้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ROMA น่าจะเป็นหนังที่มีพล็อตเรื่อง “เบาบาง” ที่สุด เบาจนแทบจะจับต้องไม่ได้และแทบไม่ให้อะไรแก่คนดูสักเท่าไหร่หลังดูจบ เพราะพล็อตหนังไม่มีอะไรเลยนอกจากเล่าเรื่องของแม่บ้านหญิงที่เป็นปุถุชนธรรมดา แถมสไตล์การเล่าเรื่องยังนิ่งเนิบ ค่อนข้างวัดใจผู้ชมเหมือนกันว่าจะสู้ทนดูไปจนจบเรื่องได้ไหม เพราะกว่าจะดำเนินมาถึงจุดไคลแมกซ์ก็ใช้เวลานานพอสมควร

ครั้นมองให้ลึกลงไป ROMA คล้ายจะเป็นการสะท้อนให้เห็นความเข้มแข็งของลูกผู้หญิง เพราะทั้งตัวละครหลักอย่าง เกลโอ หรือ โซเฟีย นายหญิงของเธอ ล้วนแต่ถูก ผกก.จับโยนเข้าสู่สถานการณ์แบบเดียวกันนั่นคือถูกคนรักทอดทิ้ง, รายของ โซเฟีย เธอเสียศูนย์กับการถูกสามีทรยศ ทิ้งลูกทิ้งเมียไปคบผู้หญิงอื่นโดยไม่ใยดีครอบครัว ส่วนฝั่งของ เกลโอ ก็โดนหนุ่มคนรักชิ่งหลังทำเธอท้องแบบไม่ตั้งใจ แถมยังจะยิงทิ้งในภายหลังอีก แต่สุดท้ายทั้งสองก็ค่อยๆรวบรวมสติ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และลุกขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

เมื่อพล็อตบางเบาเสียนี่กระไร ทำให้ คัวรอน ต้องงัดไม้เด็ดที่หนังเรื่องอื่นไม่มีออกมาใช้ นั่นคือพลังแห่ง “ภาพ” ที่ต้องยอมรับว่าถ่ายทำได้สวยงามเสียนี่กระไร แม้จะถูกถ่ายทอดเป็นหนังขาว-ดำ แต่ทุกซีนที่ปรากฏล้วนสวยงามตราตรึง ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศบ้านเรือนของเม็กซิโกในยุค 70, ชายหาดที่เป็นฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง แม้แต่ประตูหน้าบ้านของครอบครัวที่ เกลโอ ทำงานอยู่ก็ยังถ่ายออกมาสวยเสียจนอยากไปเที่ยวตามรอย ขณะที่ “เสียง” ก็เด็ดไม่แพ้กัน เมื่อหนังไม่ได้ใช้สกอร์แต่งใหม่เป็นตัวสร้างอารมณ์แก่คนดูเหมือนหนังเรื่องอื่น แต่ใช้เสียงจากธรรมชาติล้วนๆเช่น คลื่นทะเล, สายลม, เสียงรถบนถนน, การบีบแตร, หมาเห่า, บรรยากาศพลุกพล่าน, เสียงปืนจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับนักศึกษา บิ๊วท์อารมณ์ได้ดีชะงัด

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ ROMA จะได้รับการสรรเสริญจากผู้ชมและบุคคลในวงการมากมายให้ไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพราะถึงแม้ว่าตัวหนังจะถูกสร้างโดย NETFLIX สตรีมมิ่งชื่อดังจากอเมริกา และลงในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเดียว แต่สุดท้ายผู้สร้างก็เข็นมันเข้าสู่โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งให้อรรถรสได้เต็มที่กว่าทั้งจอใหญ่ยักษ์เสพภาพได้อย่างเต็มตา และเสียงลำโพงกระหึ่มที่ทำให้ได้ยินเสียงบรรยากาศโดยรวมของหนังแบบซึมลึกเข้าโสตประสาท (แม้จะถูกค่อนขอดและแอนตี้จากหลายๆคนในแวดวงฮอลลีวูดว่าหนังสตรีมมิ่งไม่คู่ควรกับการส่งเข้าฉายโรง หรือเข้าชิงรางวัลของสถาบันใดๆ)

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงงานประกาศรางวัลใหญ่ ผู้เขียนไม่แน่ใจนักว่า ROMA ที่เข้าชิง อคาเดมี อวอร์ดส มากที่สุดถึง 10 สาขา (ร่วมกับ The Favorite ของ ยอร์กอส ลันธิมอส) จะเป็นผู้ชนะสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์หรือเปล่า เพราะส่วนตัวแล้วก็ยังชอบหนังที่มี “สาร” เข้มๆจับต้องได้มากกว่างานที่มีความเป็นส่วนตัวสูงแบบนี้ แต่ด้วยองค์ประกอบในการสร้างที่เด็ดดวงพอสมควร ก็เชื่อมั่นว่าค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่ ดอลบี เธียเตอร์ ROMA น่าจะมีรางวัลติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง