“ฝุ่นเข้าตา” คือวาระแห่งชาติ

นับตั้งแต่เรามีปัญหาเรื่อง “ฝุ่นพิษ” และ “ควันพิษ” ปกคลุมอยู่เหนือน่านฟ้ากรุงเทพมหานคร ทำให้หลายคนเริ่มลุกขึ้นมาตื่นตัวเกี่ยวกับด้านมลพิษ หาความรู้ และซื้อเครื่องป้องกันตัวอย่างซื้อหน้ากาก N95 มาสวมใส่

จริงๆมันก็เป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งนานแล้วล่ะครับ เนื่องจากสภาพการจราจรและความแออัด แค่คนไทยเพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ในสภาวะตายผ่อนส่งเท่านั้น

ที่ผ่านมาบ้านเราปล่อยปละละเลย รถเมล์ควันดำมอเตอร์ไซค์ควันขาวพ่นกันสนุกสนานคลุ้งถนน เสริมด้วยรถบรรทุกสิบล้อยามแหกด่านเข้ามาวิ่งในเมือง โรงงานปล่อยมลพิษทางอากาศแบบไม่สนใจชุมชน ยังไม่รวมการลักลอบเผาขยะ การก่อสร้างตึกสูงโดยไม่ปกคลุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุปว่าใครจะทำอะไรก็ได้ ไม่เคยมีสำนึกเพื่อส่วนรวม ขอให้ตัวเองได้ประโยชน์อย่างเดียว คนอื่นจะเดือดร้อนอย่างไรก็ช่าง ไอ้ค่านิยม “เห็นแก่ตัว” แบบนี้มันน่าประจาน และทำให้ลดละเลิกไปจากสังคมเสียที

ประกอบกับความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมาย คนที่ไม่เดือดร้อนก็ไม่สนใจ จนกระทั่งมาถึงวันที่ “ฝุ่นพิษ” มันเล่นงานเอาหนักถึงทุกครัวเรือน ทั้ง หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ คนแก่ และเด็ก จนทุกคนเริ่มรู้สึกต้องลุกขึ้นมาตื่นตัว

สภาพ “ฝุ่นเข้าตา” เที่ยวนี้มองอีกมุมมันก็ดีเหมือนกันจะได้กระตุกเตือนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานราชการและผู้บริหารประเทศ ให้กลายเป็น“วาระแห่งชาติ” ทุกภาคส่วนควรมีความห่วงใยสภาพแวดล้อมและมลภาวะมากกว่านี้ ที่ผ่านมาทำกันเหลาะแหละแบบขอไปที เพราะไม่ถูกกดดัน ไม่เห็นความสำคัญ

สิ่งที่ภาครัฐน่าจะทำได้จริง เห็นผลได้เร็วที่สุด ก็คือการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้ผลเต็มที่นั่นแหล่ะครับ เล่นงานผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎต่างๆ ของกรมควบคุมมลพิษ

หลังจากนั้นค่อยไปสู่การวางนโยบายในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด วางออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมและความชัดเจน ไม่ใช่มั่วเลอะเหมือนเช่นทุกวันนี้ ให้เศรษฐีออกรถเครื่องดีเซลมาใช้น้ำมันราคาถูกเผาไหม้ไม่ดี รถพลังงานไฟฟ้าแพงบรรลัย ประชาชนซื้อไม่ไหว มีไว้เพื่อเป็นของเล่นคนรวยได้เท่านั้น

“ฝุ่นเข้าตา” PM 2.5เข้มข้นเที่ยวนี้อาจจะแค่สัญญาณเตือนยกแรก อนาคตอาจจะหนักกว่านี้ “ลุงตู่” เองยืนยันว่ารู้วิธีแก้ปัญหาหมดอยู่แล้ว แต่มันคงยากถ้าทุกคนไม่ช่วยกัน ไม่เห็นความสำคัญ ไม่เสียสละ จะให้แก้โดยไม่มีใครได้รับผลกระทบเลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ .