รวมทุกเรื่องที่คุณต้องรู้กับเมืองในฝุ่น

เมื่อกรุงเทพฯ ต้องกลายเป็นเมืองที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นมลพิษ จนทำให้ติดท้อป 3 ของเมืองที่สภาพอากาศแย่ที่สุด ขณะที่ภาครัฐ ก็ยังไม่มีมาตรการอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาฝุ่นมลพิษที่คนในเมืองหลวงกว่า 10 ล้านคนต้องเผชิญกันอยู่ได้ ดังนั้นการช่วยเหลือตัวเอง และ มีความรู้ที่ถูกต้องกับเรื่องฝุ่นมลพิษ PM 2.5 จึงเป็นทางออกเดียวที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อป้องกันตนเอง และ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อสุขภาพ ที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณ

ฝุ่นมลพิษ (PM 2.5) ส่งผลกระทบกับใครบ้าง?

– ฝุ่นมลพิษ มีผลกระทบต่อสุขภาพของทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีค่าฝุ่นละออกเกินมาตรฐาน และ ทุกคนควรจะหลีกเลี่ยงในการเผชิญกับสภาพอากาศที่มีฝุ่นมลพิษ และปกป้องตนเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

– ผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ หรือ มีโรคประจำตัวของหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือ ทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีภาวะโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคปอด รวมไปถึงผู้ป่วยโรคหอบหืด

– หญิงตั้งครรภ์ และ ทารก รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือ มีอาการของโรคภูมิแพ้ จะได้รับผลกระทบจาก อากาศที่มีปริมาณฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่สูงเกินปกติ

– เด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดเมื่อ ค่าฝุ่นมลพิษในอากาศสูงเกินมาตรฐาน เนื่องจากเด็กจะเป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่าผู้ใหญ่ และ ร่างกายของเด็กนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าร่างกายของผู้ใหญ่ การได้รับฝุ่นมลพิษ เป็นจำนวนมากจะทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหอบหืดได้ง่าย

– ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าปกติ โดยมีอาการของโรคหัวใจ หรือ โรคปอด หรือ คุณมีผู้สูงอายุ และ เด็กที่ป่วยด้วยอาการดังกล่าวและต้องดูแล ขอให้รีบปรึกษาแพทย์ และ พยายามอยู่ภายในบ้าน และ ถ้าเป็นไปได้คือการออกจากพื้นที่ ที่มีค่าฝุ่นมลพิษสูง ไปอาศัยอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์มากกว่าจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

อาการที่ควรสังเกตุเมื่อฝุ่นมลพิษ ส่งผลต่อสุขภาพของคุณ

– แม้ว่าคุณจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่เมื่อค่าฝุ่นมลพิษ เกินค่ามาตรฐานคุณจะได้รับผลกระทบทันที ไม่ว่าจะเป็นอาการระคายเคืองตา ระคายจมูก และ ระคายคอ มีอาการไอ มีเสมหะ มีอาการแน่นหน้าอก และ หอบเหนื่อย และ หายใจลำบาก

– ถ้าคุณมีอาการเกี่ยวโรคปอด รวมไปถึงมีโรคหอบหืด และ ถุงลมโป่งพอง ร่างกายของคุณจะแสดงอาการทันทีด้วยการอาการหายใจลำบาก และ จะมีอาการไอ เจ็บหน้าอก และ เหนื่อยง่าย เมื่อต้องอยู่ในสภาพอากาศที่มีค่าฝุ่นมลพิษ สูงกว่ามาตรฐาน

– ถ้าคุณมีอาการของโรคหัวใจ หรือ โรคหลอดเลือด ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกินมาตรฐานจะส่งผลอย่างมาก และแนะนำให้หลีกเลี่ยงในการออกกลางแจ้งอย่างเด็ดขาด เพราะการหายใจเอาอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นมลพิษ จะทำให้ให้คุณเกิดอาการแน่นหน้าอก มีอาการคลื่นไส้หรือวิงเวียนศรีษะ และ อาจหมดสติได้

– นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่ป่วยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีค่าฝุ่นมลพิษเกินมาตรฐานนานๆ ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดศรีษะ อย่างรุนแรง และ มีอาการชาตามร่างกาย เมื่อมีอาการควรรีบพบแพทย์ทันที

ควรทำอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพ

– อยู่ภายในอาคารหรือภายในบ้าน และใช้เครื่องฟอกอากาศ

– พยายามลดกิจกรรมกลางแจ้ง และ ไม่ทำกิจกรรมที่ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะจะทำให้คุณหายใจเร็วขึ้น

– ถ้าไม่สามารถติดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านได้ทุกห้อง ให้ทำให้ห้องนอนภายในบ้านเป็นห้องที่สะอาดด้วยการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในห้องนอน และรักษาความสะอาด เพื่อที่คุณจะได้นอนหลับในที่ที่อากาศสะอาดที่สุดในบ้าน

– ทำให้ภายในบ้านมีปริมาณฝุ่นต่ำที่สุด เพราะเครื่องฟอกอากาศไม่สามารถช่วยได้ในทุกส่วน ดังนั้นการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะสร้างมลพิษภายในบ้าน ก็ควรเริ่มด้วย การไม่จุดไฟเพื่อปิ้งย่างโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดูดฝุ่น ถูกพื้นด้วยไม้ถูกพื้นที่ชุบน้ำจะสามารถช่วยลดฝุ่นได้

– ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้าน เรื่องนี้คงไม่ต้องย้ำกันมาก เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ควันบุหรี่นั้นส่งผลกับคนที่อยู่รอบข้างคุณเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก อยู่ภายในบ้าน

– เมื่อมีรายงานว่า ปริมาณฝุ่นมลพิษลดลงตามค่ามาตรฐานให้รีบเปิดหน้าตา ภายในบ้านเพื่อให้เกิดการถ่ายเทของอากาศทันที

การสวมหน้ากากอนามัยสามารถป้องกันได้หรือไม่

– ถ้าคุณต้องออกนอกบ้าน หรือ ต้องทำงานกลางแจ้ง การใช้หน้ากาก N-95 หรือ P-100 Respirators (หน้ากากที่มีที่กรองอากาศทั้งสองข้าง) จึงจะช่วยปกป้องลมหายใจและปอดของคุณจาก ฝุ่นมลพิษได้ดีที่สุด เพราะเป็นหน้ากากที่ผลิตมาเพื่อกันฝุ่นมลพิษ PM 2.5 โดยเฉพาะและเหนืออื่นใด ต้องใส่หน้าการให้ถูกต้องด้วย

จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณภาพของอากาศดีขึ้น

– การเปลี่ยนแปลงของ ค่าฝุ่นมลพิษ PM 2.5 นั้นเปลี่ยนแปลงได้ในทุกชั่วโมง และคุณสามารถติดตามได้จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ หรือ ใช้แอพลิเคชั่นที่มีการวัดค่า AQI ซึ่งตามมาตรฐานนั้นเท่ากับ 100 ถึงจะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ถ้าค่าสูงกว่า 100 หมายถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ

 

เรียบเรียงข้อมูลจาก เว็บไซต์ Airnow https://www.airnow.gov/index.cfm?action=airnow.main