Green Book – เมื่อ “คนขาว” และ “คนดำ” เรียนรู้ชีวิตไปด้วยกัน

งานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำครั้งล่าสุด วันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา สปอร์ตไลท์ทุกดวงพุ่งจับไปที่ Bohemian Rhapsody หลังคว้ารางวัลใหญ่ คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงชายยอดเยี่ยมของค่ำคืนนั้น ทว่าหากมองกันดี ๆ ก็ยังมีหนังอีกเรื่องที่ได้ซีนเด่นกลับไปนั่นคือ Green Book ของ ผกก. ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี ที่ได้รางวัลรอง คือ สาขามิวสิคัลและคอเมดี้ แต่คุณภาพความดีงามก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

Green Book สร้างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในยุค 60 สมัยที่การเหยียดผิวเข้มข้นรุนแรงกว่าโลกปัจจุบัน โทนี ลิป ชายผิวขาวชาวอิตาเลียนที่ต้องหางานทำ เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านและดูแลครอบครัวหลังไนท์คลับที่ทำงานอยู่ถูกสั่งปิดชั่วคราว จนวันหนึ่งได้รับการชักชวนให้ไปสมัครงานเป็นสารถีขับรถพา ดอน เชอร์ลีย์ นักดนตรีผิวสี ไปทัวร์คอนเสิร์ตทางแดนใต้ของอเมริกา แม้ในใจของ โทนี ลิป จะชิงชังคนผิวสีอยู่ลึก ๆ แต่เขาก็ยอมรับงานพา “ด็อค” ไปทัวร์คอนเสิร์ตหลังได้รับเงินก้อนงามตามที่เรียกร้อง

ทั้งนี้ ก่อนออกเดินทาง ทีมงานจากค่ายเพลงที่ดูแลผลงานเพลงของ ดอน เชอร์ลีย์ ได้มอบหนังสือ Green Book ให้แก่ โทนี ลิป ไว้เป็นคู่มือเดินทาง (Green Book คือ คู่มือเดินทางของคนผิวสีในยุคนั้น โดยจะเขียนบอกถึงร้านอาหาร, โรงแรม และเส้นทางที่คนผิวสีสามารถเดินทางไปได้โดยไม่ถูกทำร้าย) แม้การเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยรถคาดิลแล็คสีฟ้า รุ่นปี 1962 ครั้งนี้จะกระท่อนกระแท่นกันไปตลอดทาง เพราะความต่างในเรื่องทัศนคติของคนทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นชายที่ใช้อารมณ์กับความรุนแรงแก้ปัญหา อีกคนก็เป็นจอมเจ้าระเบียบ เถรตรง แต่สุดท้ายแล้วเรื่องราวที่ผ่านไปแต่ละวัน ก็ทำให้ทั้งสองคนได้ “เรียนรู้” และ “เข้าใจ” ซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น โทนี ได้เห็นว่าคนผิวสีแท้จริงก็ไม่ได้แย่อย่างที่ใครต่อใครรังเกียจ ส่วน ด็อค ก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตโลกภายนอกในมุมที่ต่างไป โดยมี โทนี คอยสอนวิธีเอาตัวรอดให้

ไม่แปลกใจที่หลายคนที่ดู Green Book มาแล้ว จะอดนำมาเปรียบเปรยกับ Driving Miss Daisy หนังสุดคลาสสิคของ มอร์แกน ฟรีแมน กับ เจสสิก้า แทนดี เมื่อปี 1989 ไม่ได้ ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบ Road Movie และจับวางตัวละครผิวขาวกับผิวสี เล่าเรื่องผ่านการเดินทางด้วยรถเช่นกัน กระนั้นด้วยความที่ผู้เขียนไม่เคยดู Driving Miss Daisy มาก่อนจึงเปรียบเทียบไม่ได้ว่าเรื่องไหนดีกว่า แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ หนังทั้งสองเรื่องก็ได้รับเสียงชื่นชมจากคนดูทั้งคู่

ปกติแล้วหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนผิวสี หรือประเด็นเหยียดสีผิว Racism มักถูกนำเสนอด้วยเนื้อหาที่หนักหน่วง รุนแรง กระหน่ำ เฆี่ยนตีคนดูทางอารมณ์แบบถึงที่สุด เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าอกเข้าใจหัวอกของคนผิวสีที่ถูกคนผิวขาวกดขี่ ทว่า Green Book กลับมีลีลาไม่หนักหน่วงขนาดนั้น หนังเล่าเรื่องกันแบบสบาย ๆ ฟีลกู๊ด ดูแล้วไม่เครียด การเหยียดผิวในเรื่องแม้จะมีสอดแทรกเข้ามาเป็นระยะแต่ก็ออกแนวจิกกัดมากกว่า ไม่ใช้ถ้อยคำด่าทอคนดำแบบ ไอ้ดำ ไอ้สวะ หรือใช้ความรุนแรงกับคนผิวดำแบบที่เคยดูในหลายเรื่อง และเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของ โทนี ลิป กับ ดอน เชอร์ลีย์ เป็นหลักใหญ่

เอาจริงแล้วก็แอบเสียดายที่ว่าขนาดมีฉากหลังเป็นอเมริกา ยุค 60 ที่สังคมบ้านเขายุคนั้นเหยียดผิวกันหนักหน่วงกว่าปัจจุบันเยอะ สามารถบีบเค้นอารมณ์ดราม่าเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้ แต่หนังกลับไม่ทำ อันนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนคาดหวังไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรง แต่ในเมื่อหนังมันปูทางมาสไตล์ฟีลกู๊ดเช่นนี้ มองอีกมุมก็อาจทำให้หนังเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากกว่าก็ได้ เพราะดูจากหลายคนที่ตีตั๋วต่างก็บอกชอบใจที่หนังมันนำเสนอออกมาในแบบไม่เครียดจนเกินไป

อีกเรื่องที่ดูแล้วคาใจส่วนตัวคือตัวตนของ โทนี ลิป ที่หนังนำเสนอ ถึงจะปูพื้นตั้งแต่แรกว่าเขาเกลียดชังคนผิวดำถึงขนาดเอาแก้วน้ำที่ภรรยาให้ 2 ช่างประปาผิวสีดื่มตอนเข้ามาซ่อมครัวไปโยนทิ้ง แถมยังมีครอบครัวที่รายล้อมด้วยพ่อตา พี่ชาย ที่เกลียดคนผิวสีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคอยปลูกฝัง แต่ตลอดทางเรากลับไม่ค่อยเห็น โทนี ลิป แสดงอาการเหยียดผิวหนัก ๆ ใส่ ดอน เชอร์ลีย์ มากนัก ทำให้เมื่อหนังเดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย ผู้เขียนกลับไม่รู้สึกอินกับตัวละครอย่าง โทนี ลิป ที่อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนตัวเองจากชายที่เกลียดคนผิวสี มาเป็นเพื่อนรักกับ “ด็อค” อย่างสนิทใจ จนแอบคิดว่าหรือจริง ๆ แล้ว โทนี ลิป อาจไม่ได้เกลียดคนผิวสีแต่แรกแล้วก็ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การดูหนังเรื่องนี้เพลิดเพลินจำเริญใจ คือ การแสดงของสองตัวละครหลักที่รับส่งกันไหลลื่นลงตัว วิโก มอร์เตนเซ่น ผู้เล่นเป็น โทนี ลิป ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกโลกอนุญาตให้จดจำในบทของ อาราก้อน ทหารยอดฝีมือจากเรื่อง The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค แต่ครั้งนี้การรับบทเป็นชายอิตาเลียนผู้กร้านโลก หยาบคาย พุงพลุ้ย ใจนักเลง ก็ทำเอาผู้เขียนประทับใจยิ่ง แสดงดีจนสลัดภาพนักรบจากหนังไตรภาคแหวนอัปมงคลไปได้สนิท (ฮา) ขณะที่ มาเฮอร์ชาล่า อาลี ผู้รับบทเป็น ดอน เชอร์ลีย์ นักดนตรีผิวสีเจ้าระเบียบ ก็เล่นได้ดีมากเช่นกัน ดังนั้นจึงแอบเชียร์ให้ทั้งคู่มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ประจำปีนี้ด้วย

Green Book อาจเป็นหนังที่ค่อนข้างเชย แถมยังให้ความรู้สึกเชิงสั่งสอนประมาณว่า เฮ้ คนขาว คนดำ ยังไงก็คนเหมือนกัน เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ !! หากมองว่ายุคสมัยปัจจุบันมีหนังที่เล่าเรื่องของคนผิวสีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนขาวในสังคมที่เต็มไปด้วยลีลา ชั้นเชิง ไปไกลกว่านั้นแล้วอย่าง Black Panther หรือ Get Out แต่ Green Book ก็มีคุณงามความดีในรูปแบบของตัวเอง และควรค่าแก่การรับชม