วิทยุจะไม่หายไปถ้าปรับตัวให้เข้าวิถีดิจิตอล

มีคำพูดแบบตลกร้ายของคนทำวิทยุที่ต้องเผชิญกับวิกฤติวิถีดิจิตอลในช่วง 10 ปีหลัง

สุดว่า “ต้องขอบคุณการจราจรอันติดขัดของเมืองไทยที่ทำให้คลื่นวิทยุยังคงอยู่ได้” ทำไมถึงเกิดประโยคนี้ หาคำตอบไม่ยากเลย  แค่คุณสังเกตุชีวิตของคุณเองแล้วคุณจะเห็นว่าเวลาการฟังวิทยุส่วนใหญ่ของคุณอยู่ที่ไหน

ดังนั้นสถานการณ์ของวงการวิทยุไทยจึงเหมือนคนป่วยที่มีอาการทรงๆทรุดๆ อย่างล่าสุดคลื่นเพลงสากลของค่ายใหญ่ก็ต้องปิดตัวลงไป เนื่องจากยอดโฆษณาตกลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา และ มีการส่งคืนคลื่นดังกล่าวให้กับกองทัพอากาศไปเป็นที่เรียบร้อย แล้ววงการวิทยุในเมืองไทยจะอยู่กันได้หรือไม่ และ ถ้าอยู่ได้จะอยู่อย่างไร มาดูกัน

1.

เป็นที่รู้กันว่าคลื่นวิทยุส่วนใหญ่ในเมืองไทยนั้นมีทหารเป็นเจ้าของคลื่นส่วนที่เหลือก็เป็นของรัฐวิสาหกิจอย่าง อสมท. ซึ่งทั้งหมดนี้จะเปิดให้เอกชนเข้าไปประมูลคลื่น เพื่อนำไปสร้างสรรค์รายการและต่อยอดกันเอาเอง

ซึ่งการประมูลคลื่นวิทยุนั้นก็มีอายุสัญญาในการประมูล ในอดีตเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่สามารถทำรายได้มหาศาล สำหรับเอกชนที่จับทางผู้บริโภคถูกและส่วนใหญ่เจ้าของค่ายเพลง ก็จะเป็นผู้แย่งกันประมูลคลื่นวิทยุ ทั้งในระบบ เอเอ็ม และ เอฟเอ็ม

แต่ในปัจจุบันเมื่อวิถีดิจิตอลทำให้การเสพความบันเทิงของคนเปลี่ยนไป ไม่ต้องแค่คนในเมืองหรอก คนต่างจังหวัด ก็เปิดยูทูปเสพเพลง เสพมิวสิควิดีโอ ที่พวกเขาชื่นชอบ ดังนั้นคลื่นวิทยุจึงมีคู่แข่ง แบบที่ต้องอาศัยความแรงแข่งกับไวไฟ ในพื้นที่เลยทีเดียว

และคิดด้วยหลักการตลาดง่ายๆ ว่าคู่แข่งมาแบบไม่ต้องลงทุนในการประมูล สามารถฝากเพลงหรือ สร้างความบันเทิงที่สามารถฟังได้เฉพาะเสียง หรือ เห็นได้ทั้งภาพและเสียงผ่านระบบออนไลน์ ในขณะที่เอกชนที่ประมูลคลื่นมาได้ต้องจ่ายเงินประมูล จ่ายค่าเช่าสถานี จ่ายค่าตัวดีเจ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ เผลอๆมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถระบุได้เพื่อช่วยให้ได้ต่อสัญญา อยู่ในรายจ่ายอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ทำให้ เอกชนที่ประมูลคลื่นได้ ต่างกลืนเลือดบริหารกันจนหยดสุดท้าย และ มีหลายเจ้าในช่วงสามปีหลังที่ต้องคืนคลื่นให้กับหน่วยงานทหาร หรือ อสมท. ที่เป็นเจ้าของคลื่นไป การสื่อสารด้วยเสียงทำเกิดความผูกพัน

2. 

การคงอยู่ของวิทยุในปัจจุบัน ต้องบอกว่าเพื่อตอบสนองคนที่กำลังเดินทางและเผชิญกับการจราจรที่หนักหนาของกรุงเทพฯ อย่างในด้านบนก็ไม่ผิดนัก แต่ก็ยังมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่เปิดวิทยุไว้คลายเหงามากกว่าจะเปิดโทรทัศน์ หรือ อีกกลุ่มใหญ่คือเปิดวิทยุเพื่อฟังการแข่งขันฟุตบอล เพราะไม่สามารถหารับชมได้

ทั้งหมดนี้ยังทำให้พื้นที่ของวิทยุยังพอมีอยู่บ้าง แต่ เรทการ์ด หรือ ราคาค่าโฆษณาวิทยุก็ลดลงอย่างน่าใจหาย และการมาถึงของแพลทฟอร์มในโลกออนไลน์ ที่มีลักษณะการฟังไม่ต่างจากวิทยุ อย่าง Podcast หรือ การทำคลิปลงยูทูป ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แถมต้นทุนของการผลิตรายการวิทยุเทียมออนไลน์นั้น ก็ลงทุนต่ำกว่าวิทยุในระบบ เอฟเอ็ม ที่ฟังกันอยู่เป็นอย่างยิ่ง

แต่การเข้ามาของ แอพลิเคชั่น ที่คล้ายกับวิทยุทั้งหลายนั้นยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ในเวลาไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้ระบบฟังออนไลน์ จะเริ่มแพร่ขยายมากยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มคนในวัย 20 ปีที่เติบโตมาพร้อมกับวิถีดิจิตอล และ มองว่าวิทยุเป็นเรื่องของโลกเก่าจะมีเพิ่มขึ้นและพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีกำลังซื้อที่ บรรดามาร์เกตติ้งทั่วประเทศจะให้ความสนใจ

3. 

แล้วทางรอดของวิทยุยังมีอยู่หรือไม่ หรืออีกหน่อยวงการวิทยุจะเหี่ยวเฉาลงเหมือนกับที่ วงการหนังสือพิมพ์เป็น คำตอบคือมี และ มีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่ารอดมาแล้ว อย่าง BBC Radio 5 LIVE ของ BBC ที่ปรับการสื่อสารในระบบเอฟเอ็ม ให้เข้ากับยุคดิจิตอล

สิ่งที่พวกเขาทำในรายการวิทยุ ที่ปัจจุบันคุณจะได้เห็นหน้าดีเจผู้จัดทำการตอบโต้กับผู้ฟัง และ วิธีการฟัง สามารถฟังได้หลายช่องทางทั้งจากวิทยุปกติ ผ่านเว็บไซต์ของ BBC Radio 5 LIVE ฟังผ่านแอพลิเคชั่น หรือฟังผ่าน Podcast ขณะเดียวกันการทำเนื้อหา ใน BBC Radio 5 Live ก็มีลักษณะเนื้อหาที่ฟังได้หลากหลายประเภท

โมเดลของ BBC Radio 5 Live เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของทางรอดของวงการวิทยุที่ต้องรู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับโลกยุคดิจิตอล และ ต้องไม่ลืมจุดแข็งของวิทยุซึ่งเป็นสื่อที่ผู้ฟังรู้สึกจับต้องได้

การสื่อสารด้วยเสียงทำให้เกิดจินตนาการ และสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้จัดรายการกับคนฟัง และจุดแข็งนี้สามารถทำให้ดีเจ หรือ ผู้จัดรายการเปรียบเสมือน Influencer ที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือที่ดีกว่า “คนที่พยายามจะเป็น Influencer” ที่เห็นกันกลาดเกลื่อนในโลกออนไลน์ 

เสน่ห์ของวิทยุนั้นเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ที่สื่ออื่นเลียนแบบไม่ได้ เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียงก็รู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อน หรือ นั่งฟังเพื่อนคุย และ ในสังคมปัจจุบันที่หลายคนมีความเหงาเป็นเพื่อน วิทยุยังคงอยู่ได้เพียงแต่ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้นเอง