ใครได้ ใครเสีย เมื่อนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นมหาวิทยาลัยไทย

ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่น้อย กับข่าวนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือหุ้นในมหาวิทยาลัยเอกชนไทย จนมีการตั้งคำถามว่า การหันมาจับธุรกิจในแวดวงการศึกษาของนักลงทุนต่างชาติ จะส่งผลอะไรบ้าง หรือเหตุใดผู้ถือหุ้นในมหาวิทยาลัยจึงยอมร่วมทุน ถ้าอยากรู้ ไปร่วมไขคำตอบกัน

ผู้ถือหุ้นในมหาวิทยาลัยไทย ร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติ เพราะ 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเอกชนทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก ต่างประสบปัญหายอดผู้สมัครลดน้อยลง เป็นผลจากจำนวนประชากรในช่วงอายุ 16-18 ปีที่ลดลง ไม่สัมพันธ์กับจำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่เปิดรับ จึงไม่แปลกที่บางมหาวิทยาลัยต้องปิดตัวลง เพื่อยุติปัญหาขาดทุน อย่างมหาวิทยาลัยอีสาน หรือมหาวิทยาลัยเอเชียน

ขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง อย่างมหาวิทยาลัยเกริก เลือกจับมือร่วมทุนกับนักลงทุนชาวจีน เพื่อนำทุนมาซับพอร์ตการดำเนินงานมหาวิทยาลัย และการร่วมทุน ยังมีผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ ตามมา อาทิ เกิดการแลกเปลี่ยนนักศึกษา แลกเปลี่ยนบุคลากร แลกเปลี่ยนเรื่องเทคโนโลยีทางการศึกษา รวมถึงความรู้ด้านต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย (แต่ไม่ผิดกฎหมาย)

กฎหมายไทย กับกรณีทุนนอกถือหุ้นมหาวิทยาลัยไทย

การเข้าถือหุ้นมหาวิทยาลัยเอกชนไทยของนักลงทุนต่างชาติ สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ขัดกฎหมายไทย อย่าง พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ที่ระบุว่า การบริหารงานมหาวิทยาลัย เป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการสภามหาวิทยาลัย

หรือ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่อนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจของไทยได้ แต่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ขณะเดียวกัน การร่วมทุนที่ว่า ต้องไม่กระทบกับบุคลากรที่ทำงานในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น

สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติจะได้รับ เมื่อถือหุ้นมหาวิทยาลัยไทย

เอื้อประโยชน์ต่อการส่งคนของตนเข้ามายังประเทศไทย ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน (วีซ่านักเรียน) ซึ่งมีอิสระตามกฎหมายไทย มากกว่าการเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าประเภทอื่น อีกทั้ง ผู้ร่วมทุนชาวต่างชาติ ยังมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย หรือกำหนดทิศทางการดำเนินงานต่าง ๆ อาทิ การปรับหลักสูตรการศึกษา การปรับค่าหน่วยกิต หรือการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

ทั้งยังเป็นการลงทุนที่เชื่อมั่นว่า สร้างผลตอบแทนกลับมาไม่น้อย เพราะวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ถือเป็นใบผ่านเข้าสู่วิถีมนุษย์เงินเดือนขั้นเริ่มต้นที่สำคัญ เท่ากับว่า ในแต่ละปี มีผู้สมัครจำนวนหนึ่งที่เลือกมหาวิทยาลัยของคุณอย่างแน่นอน แต่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความดึงดูดของหลักสูตร ตลอดจนสื่อและอุปกรณ์การเรียนว่า มีความทันสมัย หรือแตกต่างจากสถานบันอื่นที่เปิดสอนในหลักสูตรเดียวกันอย่างไร


และสงสัยไหมว่า ถ้ามหาวิทยาลัยไทยเปลี่ยนจากร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติ เป็นเปิดระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแทน จะเป็นอย่างไร

เมื่อมหาวิทยาลัยไทย เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ่งที่จะเกิดขึ้น ?

ผู้ถือครองหุ้นมหาวิทยาลัย ไม่ได้จำกัดแค่คนในแวดวงธุรกิจ

หากถึงวันนั้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ คงทุ่มกำลังทรัพย์ที่มีกว้านซื้อหุ้น “มหาวิทยาลัย” โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ เพื่อหวังเก็บไว้เก็งกำไร ขณะที่ผู้ถือครองหุ้นดังกล่าว จะไม่ได้มีเพียงผู้คนในแวดวงธุรกิจ หรือเครือญาติ (ผู้ก่อตั้งเดิม) อีกต่อไป แต่อาจเป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย เด็กมหาวิทยาลัย อดีตข้าราชการเกษียณ หรือบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ที่สำคัญ การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นรายย่อย อาจเกิดขึ้นง่าย และรวดเร็ว 

“การศึกษา” กลายเป็นเรื่องของธุรกิจ

ภาพสถาบันการศึกษาที่เดิมเป็นแหล่งให้ความรู้ จะเปลี่ยนเป็น “ภาพธุรกิจ” ที่มีเป้าประสงค์แสวงหาผลกำไร และผลตอบแทนที่จะได้รับคืนมา มากกว่ามุ่งพัฒนาความรู้ หรือพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา โดยการมุ่งทำให้ธุรกิจ (มหาวิทยาลัย) เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการเน้นขยายสาขาหรือเพิ่มหลักสูตร

** ปัจจุบัน ยังไม่มีการนำมหาวิทยาลัยของไทย ทั้งในการกำกับดูแลของรัฐหรือเอกชน เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ