เมื่อหนัง Netflix คว้ารางวัล โลกเซลลูลอยด์จะเปลี่ยนไป

การประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 76 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า Netflix กำลังมาเมื่อ Alfonso Cuarón ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Roma คว้าผู้กำกับภาพยนตรต์ยอดเยี่ยมจากรางวัลลูกโลกทองคำในครั้งนี้ (Roma ไม่ได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเนื่องจากทางคณะกรรมการลูกโลกทองคำมีกฎห้ามภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ เข้าชิงในรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

แต่ถึงแม้จะไม่ได้เข้าชิงในรางวัลดังกล่าว แต่รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมก็นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีหลังสุดของภาพยนตร์จาก Netflix หลังจากปี 2018 ภาพยนตร์เรื่อง Icarus สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีการประกวดออสก้าร์มาได้

เมื่อ ภาพยนตร์จาก Netflix เริ่มประกาศความสามารถบนเวทีประกวดสิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้ของ Netflix ในการก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางสายผู้ให้บริการความบันเทิง และน่าจะเป็นน้องเล็กที่มาจาก แพลทฟอร์ม ที่แตกต่างจากพี่ๆที่เป็นสตูดิโอยักษ์แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้พี่ๆทั้งหลายต้องปรับตัวตาม

1.

บทเริ่มต้นของ Netflix นั้นมาจากร้านให้เให้เช่าดีวีดีและให้บริการจัดส่งทางไปรษณีย์ จนพัฒนามาเป็นบริการชมภาพยนตร์ผ่านระบบ Streaming ซึ่งนับเป็นการคิดแบบล้ำไปข้างหน้าของผู้บริหาร Netflix ที่มองว่าผู้ชมจะไม่ได้ยึดติดอยู่กับการนั่งหน้าจอทีวีแต่เพียงอย่างเดียว การเปลี่ยน Device เรื่องเครื่องรับในการรับชม ให้ง่ายและสะดวกในทุกที่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่อยู่ติดกับโทรศัพท์มากกว่า

ถึงแม้ระบบการใช้งาน Netflix จะเป็นระบบบอกรับสมาชิก แต่การใช้เงาน Netflix นั้นสามารถเสพความบันเทิงได้ทุกที่ ผ่านสมาร์ทโฟน หรือ คอมพิวเตอร์พกพา ที่ปัจจุบันถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานได้ดีพอกับการรับชมผ่านโทรทัศน์ หรือแม้แต่การต่อสัญญานจากสมาร์ทโฟน ผ่านไปยังโทรทัศน์ ก็ทำได้เช่นกัน

2.

เมื่อการรับชมความบันเทิงทำได้ง่าย และ ด้วยลิขสิทธิของภาพยนตร์ที่ Netflix มีอยู่ในมือไม่ได้น้อยหน้าค่ายใหญ่ที่ครองตลาดอยู่ อย่าง HBO หรือ FOX ทำให้ Netflix ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้น และด้วย แพลทฟอร์มที่แตกต่างกันทำให้ Netflix สามารถสอยลิขสิทธิภาพยนตร์ระดับรางวัลมาให้ชมกันอย่างมากมาย

ความนิยมที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นจนส่งแรงกระเพื่อมต่อเจ้าเดิมที่มีอยู่ ทำให้ ค่ายยักษ์ใหญ่หลายค่ายหันกลับมาพิจารณาการเติบโตของ Netflix และหันออกมาทำ Streaming เองบ้าง ดังที่เราได้เห็น HBO GO หรือ FOX GO เมื่อเป็นเช่นนี้ Netflix ก็ต้องหันมาผลิตซีรี่ย์ และ ภาพยนตร์ ที่เป็น Original ของตนเองขึ้นมาเพื่อสร้างมาตรฐาน 1Content แบบ Netflix

ความสำเร็จที่เห็นได้ชัด น่าจะเป็น ซีรี่ย์การเมืองอย่าง House of Card ที่สามารถสร้างความนิยมถึง 6 Season ด้วยกัน รวมไปถึงการสร้างซีรี่ย์ที่เป็น Original Content จาก Netflix ออกมาอย่างต่อเนื่อง (แม้ในช่วงหลัง จะมีเสียงเม้าท์ว่าซีรี่ย์ใน Netflix นั้นจบแนวทางได้ง่ายขึ้น) แต่ความหลากหลายของ Content ใน Netflix ที่มีความบันเทิงให้เลือกทั้งภาพยนตร์ ซีรี่ย์ทั้งจากต่างประเทศ และ เอเชีย รวมไปถึง อนิเมชั่น และ สารคดี ประกอบกับรูปแบบของการรับชมความบันเทิงที่เปลี่ยนไปทำให้ Netflix ได้รับความนิยมไปอย่างรวดเร็ว

3.

แน่นอนว่าก้าวต่อไปของ Netflix คือการเอาชนะคู่แข่งอย่าง Amazon Prime และไปให้ไกลกว่าด้วยการไปเทียบกับพี่ใหญ่ อย่าง HBO และ FOX นั่นหมายความว่า ตลาดซีรี่ย์ และ ภาพยนตร์ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด เพื่อเรียกผู้ชม รวมไปถึงค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่แต่ละ Distributor ต่างต้องการ Exclusive ซึ่งจะมีตัวเลขเสนอขายที่สูงขึ้น หากนอกเหนือจากนั้นคือ คุณภาพของซีรี่ย์ ที่ทางค่ายผลิตเอง ที่อาจต้องใช้ทีมงานมืออาชีพมากกว่าเดิม เพราะมิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาดังเช่นที่ Netflix ถูกเม้าท์ในช่วงหลังว่า ซีรี่ย์ของพวกเขานั้นเดาทางง่ายเกินไป

ขณะเดียวกัน โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก หรือ ที่คนไทยคุ้นเคยกันในระบบ เคเบิ้ลทีวี ก็จะค่อยๆเสื่อมความนิยมลงไป เพราะรูปแบบการรับชมที่เปลี่ยนแปลง และ ความต้องการรับชม Content ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการรับชมความบันเทิงของภาพยนตร์ หรือ ซีรี่ย์ จะไม่ได้ ยึดติดอยู่กับโรงภาพยนตร์ หรือ โทรทัศน์เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ความบันเทิงที่สามารถดูได้ทุกที่ ทุกเวลา คือ วิธีการบริโภคความบันเทิงของคนยุคนี้ และ เป็นสิ่งที่ Content Provider ทั้งหลายต้องตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด