Bumblebee – เติม “หัวใจ” ให้หุ่นเหล็กพิทักษ์โลก

ยามใดที่เห็นภาพยนตร์ตัวอย่างของเหล่าหุ่นเหล็กพิทักษ์โลก Transformers ภาคใหม่ตามสื่อต่าง ๆ สารภาพว่า ค่อนข้างเบื่อหน่าย เพราะอย่างที่รู้กันว่าช่วงหลังซีรีส์การห้ำหั่นกันระหว่าง ออโตบ็อตส์ กับ ดีเซปติคอนส์ ภายใต้การกำกับของ ไมเคิล เบย์ จอมระเบิดภูเขาเผากระท่อม ค่อนไปทาง “ยิ่งสร้างยิ่งเละ” โดยเฉพาะ 2 ภาคหลังสุด Age of Extinction กับ The Last Knight แม้จะยังทำรายได้เกินทุนสร้าง แต่คุณภาพของงานก็ไม่ดีพอจะเอาไปคุยกับใครได้ นอกจากโดนนักวิจารณ์สับเละ คนดูทั่วโลกก็เริ่มสาปส่งจนรายได้หดหายพอสมควร

และนั่นจึงทำให้ทีมบริหารของ พาราเมาท์ เจ้าของลิขสิทธิ์หนังหุ่นยนต์ชุดนี้ ต้องทำการ “สังคายนา” ซีรีส์กันอย่างเร่งด่วนด้วยการล้างกระดานเนื้อเรื่องเก่าทั้งหมด แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ พร้อมกับผลักดันเจ้าหุ่นเหลืองขวัญใจผู้ชม Bumblebee ออกมาเป็นแม่ทัพด่านหน้า และดูเหมือนว่าพวกเขาจะตัดสินใจถูกต้องเมื่อหนังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ค่อนข้างดี แม้เนื้อเรื่องจะแอบเชยระเบิดอยู่ก็ตาม

Bumblebee จัดการล้างกระดานซีรีส์ Transformers ใหม่หมด ด้วยการวางบทให้ “บัมเบิ้ลบี” หุ่นยนต์นักรบของฝั่ง ออโตบ็อตส์ (หุ่นยนต์ฝ่ายดี) หลบหนีการตามล่าของเหล่ากองทัพ ดีเซปติคอนส์ (หุ่นยนต์ตัวร้าย) มายังโลกมนุษย์ ทว่าก็พลาดถูกทำลายกล่องเสียงจนพูดไม่ได้ จนต้องแปลงร่างเป็นรถเต่าสีเหลืองอยู่ในอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ก่อนที่ ชาร์ลี สาวน้อยวัย 18 ปี จะมาเห็นเข้าแล้วเอารถคันนี้กลับบ้าน แบบที่หารู้ไม่ว่ามันคือหุ่นยนต์ที่หลบหนีจากนอกโลก

เพราะการที่ ชาร์ลี และ บัมเบิ้ลบี มีสถานภาพที่คล้ายคลึงกัน คนหนึ่งอยู่ในบ้านหลังใหญ่กับแม่และพ่อเลี้ยง แต่การสูญเสียพ่อผู้ให้กำเนิดก็ทำให้เธอปิดกั้นตัวเอง สร้างกำแพงระหว่างครอบครัวเอาไว้ เช่นเดียวกับ บัมเบิ้ลบี ที่ถูกส่งมาทำภารกิจกู้โลกเพียงลำพัง ความสัมพันธ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ทำให้ทั้งคู่เข้าใจซึ่งกันและกันได้ดี ทว่าการรุกรานของเหล่า ดิเซปติคอนส์ ที่ออกตามล่า บัมเบิ้ลบี ถึงโลกมนุษย์ ก็ทำให้ทั้ง ชาร์ลี และเจ้าหุ่นนักรบสีเหลืองต้องจับมือกันสู้ในที่สุด

ว่าด้วยเรื่องการรีบูทจักรวาล Transformers ที่ได้ตัวของ ทราวิส ไนท์ ผกก.หนุ่มใหญ่มาดูแลการผลิต เนื้อเรื่องของ Bumblebee ที่ว่าด้วยวัยรุ่นกับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวต้องร่วมมือกันปกป้องโลก ถือว่าเชยสะบัดไม่น้อย นึกว่าดู E.T. ในยุคออนไลน์ พอ ๆ กับบรรยากาศของหนังที่พาคนดูย้อนกลับไปในยุค 80 สมัยที่ อินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้ถูกใช้กันทั่วโลก วัยรุ่นยังเปิดเพลงฟังจากเทปคาสเซ็ตต์หรือแผ่นเสียง ส่งจดหมายหากัน แต่มองในแง่ดีคือมันก็เข้าถึงคนดูกลุ่มใหญ่อย่างเป็นมิตร เทียบกับ Transformers ภาคหลังที่เนื้อเรื่องหลุดโลกไปไกล มนุษย์บินไปสู้กันบนยานอวกาศ อันนั้นเละเทะและชวนเบือนหน้าหนีมากกว่า

และเรื่องที่ทำได้ดีมากคือการใส่สิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ” ให้กับเหล่า ออโตบอตส์ อีกครั้ง เพราะอย่างที่รู้กันว่า Transformers ยุคหลัง กลายเป็นหนังหุ่นยนต์ที่สู้กันแบบโง่ ๆ ไร้สมองมาหลายภาค ประหนึ่งถูกเซตให้เป็นเครื่องจักรสังหาร มีหน้าที่สู้ ๆ ฆ่า ๆ อย่างเดียวแบบไม่ต้องแคร์สิ่งรอบข้าง แต่ Bumblebee ไม่เป็นแบบนั้น เมื่อผู้เขียนบทใส่เลือดเนื้อและจิตใจให้ บัมเบิ้ลบี ทำให้ผู้ชมหลงรักได้ไม่ยาก (ตัวของ บี ก็ถูกดีไซน์ใหม่ให้น่ารักและเป็นมิตรขึ้นด้วย) รวมถึงเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเป็น “คนนอก” อย่าง ชาร์ลี กับ บี ได้มากขึ้น แม้การแสดงของน้อง เฮลีย์ สไตน์ฟิลด์ ผู้รับบท ชาร์ลี จะยังมีลูกติด ๆ ดับ ๆ บ้างก็ตาม แต่ก็ยอมรับว่าน้องขึ้นกล้องพอสมควร เสน่ห์ ออร่า กระเด็นออกจากจอเต็มที่

แต่ที่ตลกร้ายเล็ก ๆ คือ เหมือนผู้สร้างจะพยายามใส่ความเป็นมนุษย์ให้แก่ บี กับ ชาร์ลี ไว้เพียงแค่ 2 คน เพราะตัวละครอื่น ๆ ที่อยู่รอบกาย 2 ตัวเอก แทบจะมีสถานะดั่งหุ่นยนต์เสียนี่กระไร (ฮา) โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของ ชาร์ลี พ่อเลี้ยง-แม่-น้องชาย ที่เหมือนหลุดจากอนิเมชั่น มีหน้าที่ยิงมุกตลกสลับกับดราม่าแข็ง ๆ ส่วนหุ่นยนต์ตัวร้าย 2 รายของฝั่ง ดิเซปติคอนส์ (ที่หลายคนนึกไม่ออกว่ามันชื่ออะไรวะ ? ถ้าไม่เปิดดูในอินเทอร์เน็ต) ก็มีหน้าที่แค่มาทำตัวร้าย ๆ เหมือนภาคเก่า แข็งทื่อพอ ๆ กับ จอห์น ซีน่า นักมวยปล้ำชื่อดังที่รับบทผู้พันทหารภาคพื้นดิน ที่เหมือนเล่นเป็นตัวเองสมัยอยู่บนเวทีมวยปล้ำ ก้อนหินยังไงก็ยังงั้น (ฮา 2)

ตัดมาที่ซีนฉากแอ็คชั่นที่เป็นของตาย คนที่ชื่นชอบฉากบู๊สะบั้นหั่นแหลกเว่อร์ ๆ ของหนังเรื่องนี้อาจผิดหวังเมื่อมันไม่ได้มีเยอะขนาดถาโถมใส่ทุก 5 นาทีเหมือนภาคเก่า กระนั้นก็ยังมีฉากการสู้กันระหว่าง ออโตบอตส์ กับ ดีเซปติคอนส์ อยู่ในช่วงเวลาที่ดี ไม่พร่ำเพรื่อเกินไป และดีที่ว่าจังหวะการสู้กันไม่ได้มาด้วยอัตราความเร็วสูงจนดูไม่รู้เรื่องว่าใครสู้กับใคร (อันเป็นปัญหาของซีรีส์นี้ในทุกภาค เพราะหุ่นมันคล้ายกันหมดแยกไม่ออก) ทำให้ดูแล้วค่อนข้างสบายตา ถึงจะไม่ค่อยมีซีนสู้แบบน่าจดจำมากนักก็ตาม

ถึงจะมีจุดชวนสะดุด ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง แต่อย่างน้อยก็ต้องชื่นชมว่านี่คือซีรีส์ของ Transformers ที่ดูแล้ว enjoy พอสมควร ไม่มีช็อตให้รู้สึกหงุดหงิดหรือด่าในใจแบบเดียวกับที่ดูจากภาคเก่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในที่สุดหนังซีรีส์ชุดนี้ก็ได้ก้าวไปสู่การเดินทางครั้งใหม่เสียที และน่าติดตามทีเดียวว่า บัมเบิ้ลบี และผองเพื่อน ออโตบ็อตส์ จะสร้างเรื่องราวของตัวเองจากนี้อย่างไรต่อไป