“แล่เนื้อเถือหนัง อวอร์ดส” 5 อันดับหนังดีเด่น-ผิดหวัง แห่งปี 2018

หากวงการภาพยนตร์ระดับโลกมีงานประกาศรางวัล ออสการ์ และ ราซเบอร์รี่ อวอร์ดส ให้แก่ภาพยนตร์ดีเด่นและยอดแย่ประจำปี คอลัมน์ “แล่เนื้อเถือหนัง” ที่อยู่คู่เว็บไซต์ “ต้นคิด 360 ดอท คอม” มานานกว่า 1 ปี เลยถือวิสาสะจัดรางวัล “แล่เนื้อเถือหนัง อวอร์ดส” เป็นของตัวเองบ้าง (ฮา) หลังจากตระเวนชมภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศมาตลอด 1 ปีเต็ม และนี่คือ 5 อันดับหนังดีเด่น-น่าผิดหวัง จากการคัดเลือกของ Jackass เจ้าของคอลัมน์นี้

หนังดีเด่น

1. One Cut of the Dead

เซอร์ไพรส์ฮิตประจำปีนี้จากญี่ปุ่น ที่แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีทุนสร้างแบบเบี้ยน้อยหอยสังข์ขนาดไหน แต่ถ้ามันมาพร้อมกับไอเดียที่แหวกแนว และนำเสนอออกมาได้อย่างถึงกึ๋น ถึงอารมณ์ ทำให้ผู้ชมหัวร่องอหายแบบสุดขีดคลั่ง ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูง และตอนนี้ก็ดูเหมือนทีมผู้สร้าง รวมถึงนักแสดงเรื่องนี้จะถูกหวยล็อตใหญ่เมื่อพวกเขากำลังเดินสายเอาหนังไปฉายตามประเทศต่างๆ สร้างฐานแฟนคลับได้อักโข

2. The Avengers – Infinity War

หนังซูเปอร์ฮีโร่รวมมิตรความบันเทิงแบบ Non-Stop ของขวัญกำนัลแด่สาวก MARVEL ผู้ภักดีที่ติดตามจักรวาล Marvel Cinematic Universe กันมายาวนาน 10 ปี เพราะไม่เพียงแค่ขนทัพฮีโรชื่อดังอย่าง ไอรอน แมน, ธอร์, กัปตันอเมริกา, ฮัลค์, สไปเดอร์-แมน มาฟาดฟันกับตัวร้ายอย่าง ธานอส อย่างถึงพริกถึงขิง การสร้างเนื้อเรื่องอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ชวนติดตาม ปูพื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆแต่มั่นคง ก็ทำให้จักรวาลนี้ทรงพลังเหนือหนังแฟรนไชส์ใดๆไปเรียบร้อย ก่อนมารอดูบทาสรุปสุดท้ายของพวกเขาใน ENDGAME กลางปีหน้า

3. Ralph Breaks the Internet

อนิเมชั่นของ ดิสนีย์ ในยุค 4.0 ไปไกลกว่าคำว่า “สร้างมาให้เด็กดู” อีกแล้ว เมื่อพวกเขานำเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน มาตีแผ่เป็นการ์ตูนอนิเมชั่นเชิงบทเรียนที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ก็ดูดี อย่าง Ralph Breaks the Internet ที่ว่าด้วยการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งดูแล้วไม่รู้สึกว่าถูกสั่งสอนหรือยัดเยียดแต่ประการใด แถมยังอัดมุกตลกที่ยิงเมื่อไหร่ก็ได้ผลทุกครั้งมาเพิ่มรสชาติอีก แสดงให้เห็นว่า ดิสนีย์ ยังเก่งกาจในเรื่องอนิเมชั่นเสมอแม้จะมีสตูดิโออนิเมชั่นมากหน้าหลายตา ผลิตผลงานมาแย่งส่วนแบ่งรายได้ก็ตาม

4. Hereditary

ท่ามกลางหนังสยองขวัญสั่นประสาทที่ถูกผลิตซ้ำกันไปมาจนแทบไม่เหลือความแปลกใหม่ แต่ Hereditary ก็ยังเล็งเห็น “ช่องว่าง” เล็กๆพาหนังเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในใจผู้ชมได้ เมื่อการนำเอาตำนานภูตผีปีศาจและซาตาน กับความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว มาเขย่ารวมกันจนกลายเป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ฮิตที่มอบทั้งความบันเทิงและฉากสะดุ้งที่ติดตาผู้ชมแบบไม่มีช็อตใดที่สร้างมาแบบเปล่าประโยชน์เลย

5. Shoplifters

ภายใต้หน้าฉากและบรรยากาศครอบครัวของเหล่าตัวละครเอกที่ดูอบอุ่น กลับสอดไส้ประเด็นคำถามสุดท้าทายไว้เบื้องหลังเมื่อ “คนที่ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน จะอยู่รวมเป็นครอบครัวเดียวกันได้ไหม” ผกก.ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ยังคงเก่งกาจในแนวทางของตัวเองเช่นเดิม แบบเดียวกับที่เขาเคยทำ Nobody Knows, Our Little Sister, Air Doll, Like Father / Like Son ให้เป็นที่รักของท่านผู้ชมทั่วโลกมาแล้ว


ผิดหวัง

1. The Pool นรก 6 เมตร

จากความตื่นเต้นที่ได้เห็นพล็อตหนังสไตล์ Survivor เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เมื่อหนังดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ ความผิดหวังก็เริ่มถาโถมเข้าใส่ อันเนื่องจากการที่ทีมผู้สร้างเลือกโยนสิ่งที่เรียกว่า “ความสมจริง” และ “เหตผล” ที่ควรจะมีในหนังแบบนี้ออกไป แล้วประเคนสิ่งที่น่าหัวร่อต่างๆนาๆเข้ามา จนทำให้ The Pool ไม่ต่างอะไรกับหนังตลกที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะกับการกระทำของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง ผสมกับอึดอัดราวกับทำให้คนดูเป็น “พี่เคน” ที่ถูกทิ้งไว้ในโรงหนังก็ไม่ปาน

2. Jurassic World – Fallen Kingdom

ไม่น่าเชื่อว่าหนังไดโนเสาร์สุดคลาสสิคที่เป็นขวัญใจของคอหนังทั่วโลกตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จะผลิตภาคต่อตอนใหม่ที่ยังคงอยู่ในประเด็นที่ซ้ำซากน่าเบื่อยิ่งนัก เมื่อพล็อตยังเล่าเรื่องของมนุษย์ที่อยากเป็นผู้ครอบครองสัตว์โลกล้านปีไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับว่าพวกมนุษย์หน้าโง่ทั้งหลายไม่เคยดูหนังภาคเก่าๆว่าพวกคนเหล่านั้นโดนไดโนเสาร์ขเมือบกันไปไม่รู้กี่ศพแล้ว

3. Solo – A Star Wars Story

ในฐานะที่เป็นสาวกแฟรนไชส์สงครามดวงดาวเรื่องนี้ หากเทียบกับภาคแยกอีกเรื่องอย่าง Rogue One เรื่องราวของนักส่งของจอมกะล่อนอย่าง “ฮาน โซโล” กลับขาดความเข้มข้นชนิดเทียบกันไม่ได้เลย แม้แต่นักแสดงที่มารับบทเป็น โซโล ก็ไม่อาจสร้างเสน่ห์ใดๆแก่แฟนพันธุ์แท้อย่างเราได้เลย ประกอบกับรายได้ที่ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควรก็น่าจะทำให้ ดิสนีย์ คิดได้แล้วว่าควรเอาเวลาไปใส่ใจกับจักรวาลหลักอย่าง EP.9 ที่รออยู่ดีกว่า

4. The Predator

ผกก.เชน แบล็ค อาจเป็นคนทำหนังที่เก่งกาจจากหนังเล็กๆที่สร้างชื่อให้เขามากมาย แต่เมื่อมาเล่าเรื่องของสัตว์ประหลาดนักล่าจากนอกโลก กลับกลายเป็นงานที่เสียของโดยแท้ เพราะดูเหมือนว่าการทำหนังสไตล์ซีเรียสผสมกับอารมณ์ขันและความสยองขวัญในเรื่องนี้ จะเป็นส่วนผสมที่ไม่เข้ากันเสียเลย แถมพอเห็นว่าจะมีภาคต่ออีกก็อยากจะบอกว่า พอเถอะ…

5. The Nun

เป็นการเอาคาแร็คเตอร์ “ผีแม่ชี” ที่ทรงพลังมากๆใน The Conjuring 2 มาทำให้เสียของโดยแท้จริง นอกจากบรรยากาศลึกลับวังเวงที่หนังนำเสนอได้ดีแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆกลับไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง แม้แต่ตัว “ผีแม่ชี” ที่ปรากฏตัวแบบพร่ำเพรื่ออย่างไม่จำเป็น ไร้การจดจำ แถมยังดูน่าหัวเราะมากกว่าน่ากลัว