อัพเดตประเทศไทย 4.0

หลังจากปักหมุดว่าจะเป็นประเทศ 4.0 หลายคนจับตาดูความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนและมากน้อยเพียงใด นี่ก็ใกล้จะเลือกตั้งแล้ว จะเปลี่ยนได้ดั่งคำโฆษณาจริงหรือ

เอาแค่ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อไม่นานมานี้ตัวผมเอง มีความประสงค์จะไปย้ายชื่อคนออกจากทะเบียนบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลัง หวังจะได้รับความสะดวกสบายและประหยัดเวลา ตัดสินใจพาแฟนไปลองถามที่อำเภอบ้านหลังปัจจุบันดู เขาก็บอกว่าให้นำทะเบียนไปแจ้งย้ายที่เขตปลายทางที่คุณต้องการย้ายไปอยู่ได้เลย

ผมก็ไปอำเภอที่ต้องการย้ายชื่อเข้า หลังจากนั่งรออยู่ 40 นาทีแต่ทำจริงแค่ 5 นาทีก็เสร็จ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าย้ายชื่อคนออกมาอยู่ในทะเบียนบ้านใหม่ให้แล้ว ข้อมูลในระบบออนไลน์ก็อัพเดตให้หมดย้ายมาอยู่เขตใหม่เรียบร้อย

ผมกระหยิ่มดีใจนึกว่าธุระลุล่วง แต่เจ้าหน้าที่บอกเพิ่มเติมว่า ขอให้คุณเอาทะเบียนบ้านเล่มเก่าไปประทับตราคำว่า “ย้าย” หลังชื่อคนซึ่งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ณ เขตเดิมด้วย ทุกอย่างจะได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ง่ายๆเหมือนเอาสมุดไปอัพบุ๊คที่แบงค์ ผมก็ถามว่าถ้าง่ายทำให้ที่นี่ได้เลยมั้ย เจ้าหน้าที่บอกไม่ได้ต้องไปที่เขตเดิม

สรุปแล้วผมก็ต้องกลับมาที่อำเภอต้นทางอีกครั้งเพื่อแค่ให้ปั๊มคำว่า “ย้าย” รวมแล้วต้องเดินทางไปเขตถึง 3 แห่ง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในเมื่อระบบมันลิงค์กันหมดอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้มันเสร็จสิ้นเสียที่เดียว ให้เป็น “วันสต็อปเซอร์วิส” เสียให้มันจบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ไม่ต้องเดินทาง เสียค่ารถ เสียเวลา เสียค่าน้ำมัน

ผมขี้เกียจพูดอะไรมาก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำๆตามเขาไปให้ธุระมันเสร็จสิ้น เดี๋ยวนี้มันแก่เกินกว่าจะมีความคิดอยากเปลี่ยนโลกแล้ว

นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ ถ่ายทอดให้กันฟังแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่า เครื่องไม้เครื่องมือจะดี ไม่ว่าข้อมูลจะพร้อมเพียงใด แต่หากความคิดและวิถีการปฏิบัติงานของ “คน” ยังไม่พัฒนาตามไปด้วย ความหวังที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศ 4.0 ของบ้านเราคงเป็นได้แค่ความฝัน

ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายส่วนที่ประชาชนยังรอคอยจะได้เห็น เนื่องจากกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนมากๆ อย่างเช่นการควบคุมไฟของตำรวจจราจร ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้กล้องและระบบควบคุมกันหมดแล้ว บ้านเรายังใช้ชะโงกเป่า ใช้ความรู้สึกตัดสินกันอยู่

การพัฒนาต่างๆจะเป็นไปได้ยากยิ่ง หากไม่เริ่มจากพัฒนา “คน”ก่อนครับ.