AQUAMAN – เจ้าสมุทรพันธุ์ร็อค และการกู้ชื่อของ DC

ความล้มเหลวของหนังซูเปอร์ฮีโร่และแอนตี้ฮีโร่ฟอร์มดีอย่าง Justice League กับ Suicide Squad ที่ถูกโจมตีหนักหน่วงในเรื่องคุณภาพ แม้จะโกยเงินรายได้สะพัดแค่ไหนแต่ DC ก็เอาไปคุยได้ไม่เต็มปาก เพราะการที่มันถูกสับจากคนดูและนักวิจารณ์แบบเละเทะ อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเจ้าสมุทรพันธุ์ร็อคที่ชื่อ อควาแมน ก็น่าจะทำให้ผู้บริหารของ DC และสาวกตัวกลั่นได้มองเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์บ้าง

หลังปรากฏตัวในฐานะมิตรสหายร่วมรบของ แบทแมน, ซูเปอร์แมน, วันเดอร์ วูแมน และ เดอะ แฟลช จากเรื่อง Justice League คราวนี้ฮีโร่ใต้สมุทรนาม “อาร์เธอร์” จะได้เล่าเรื่องราวของตัวเองบ้างเสียที โดยเล่าเรื่องถึง อาร์เธอร์ บุตรชายผู้มีชาติกำเนิดจากพ่อผู้เป็นมนุษย์ กับแม่ที่เป็นราชินีใต้สมุทร ครั้นโตเป็นหนุ่มใหญ่ อาร์เธอร์ ที่ได้รับพลังจากแม่มาอย่างเต็มตัว ก็สวมบทบาทเป็นผู้ปกปักษ์ทะเลจากบนบก กระทั่งเมื่อโลกใต้สมุทรปั่นป่วนจากการครองตำแหน่งของ ออร์ม น้องชายผู้โฉดชั่ว ที่หวังยกทัพมาตีโลกมนุษย์ แม้ไม่เต็มใจนักแต่ อาร์เธอร์ ก็ต้องกระโจนลงไปหยุดยั้งแผนการของอีกฝ่าย โดยมีอาวุธสำคัญ คือ ตรีศูลแห่งแอตแลนติส ที่เขาต้องไปตามหามาเพื่อต่อกรกับน้องชาย

หนังฮีโร่เดี่ยวตัวที่ 4 ของ DC Universe ภายใต้การดูแลของ เจมส์ วาน ผู้กำกับชื่อก้องเจ้าของผลงานหนังสยองขวัญมากมายอย่าง Conjuring, Saw ฯลฯ แม้การเข้ารับตำแหน่งผู้กำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่จะทำให้แฟนหนังเดนตายของเขารู้สึกกังขาในฝืมือ เพราะสมัยที่ทำ Fast & Furious 7 แม้จะทำเงินถล่มทลายทั่วโลก แต่เจ้าตัวก็โดนตำหนิไปไม่น้อย เรื่องทำฉากแอ็คชั่นที่เว่อร์สะบัดช่อจนหลายคนรับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การกำกับ “อควาแมน” ก็ดูเหมือนว่า เจมส์ วาน จะทำได้ดีทีเดียว เพราะเขาเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนหรือเล่นลีลาท่ายากใด ๆ อาจเพราะโทนหนังที่ดูสดใสและคาแร็คเตอร์ของ อควาแมน แม้จะดุดันแต่แฝงอารมณ์ขันไว้ ไม่ได้ซีเรียสมืดหม่นเหมือน 2 ใน 3 ตรีเอกานุภาพแห่ง DC อย่างแบทแมน และซูเปอร์แมน ก็ทำให้ฮีโร่เจ้าสมุทรตัวนี้ เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และหยอดเสน่ห์ใส่ผู้ชมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยว จนเชื่อว่า เจ้าตัวน่าจะกลายเป็นที่รักของแฟนการ์ตูนในวงกว้างเป็นที่เรียบร้อย

ขณะเดียวกัน แม้จะกระโดดมาทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ เจมส์ วาน ก็ยังไม่ทิ้งลายเซ็นของตัวเอง ด้วยการสอดแทรกซีนสยองขวัญแบบที่ถนัดไว้ด้วย โดยเฉพาะฉากที่ อาร์เธอร์ โดนอสูรใต้ทะเลกลุ่มใหญ่รุมเล่นงานบนเรือยามค่ำคืน ตรงนี้หนังทำได้ดีในการสรรสร้างอารมณ์สยองขวัญ เรียกว่าแฟน ๆ ของเขาจะต้องชอบใจ กระนั้นในส่วนของการปล่อยมุกตลกเพื่อผ่อนคลายอารมณ์นั้น เห็นชัดว่า เจมส์ ยังไม่เชี่ยวชาญสักเท่าไหร่ มุกที่ออกมาจากตัวละครอย่าง อาร์เธอร์ หรือบทสมทบอื่น ๆ เลยดูแป้กเสียมากกว่า

แม้เนื้อเรื่องของ อควาแมน จะไม่ซับซ้อน ดูเข้าใจง่าย แต่มันก็เปรียบเสมือนการทำซ้ำของหนัง Marvel รุ่นแรก ๆ ที่เล่าเรื่องแบบพุ่งเป็นเส้นตรง วางปริศนาเอาไว้แล้วก็แก้มันแบบง่าย ๆ เลย ถือเป็นเรื่องที่ดีและเสียในเวลาเดียวกัน ในฐานะที่ดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ยุค Marvel Cinematic Universe มาตั้งแต่เริ่มต้น มาดู อควาแมน เล่าเรื่องสไตล์นี้ก็ดูจะเชยสะบัดพอสมควร

อีกอย่าง เพราะหนังต้องการพลัง CG ช่วยเนรมิตฉากใต้น้ำและโลกบาดาลขึ้นมา ทำให้คนดูได้พบกับการจัดเต็ม CG แบบอลังการงานสร้าง ถึงจะทำได้เนียนและน่าตื่นตาตื่นใจ แต่พอดูฉาก CG นาน ๆ ยอมรับว่า มีเมาเหมือนกัน (ฮา) ไม่เหมือนกับตอนดู Transformers หรือหนังฮีโร่ Marvel ที่ยังมีฉากจริงเข้ามาผสมบ้าง ยิ่งซีนไคลแมกซ์ที่เห็นเหล่าสัตว์ใต้น้ำทั้งปลาฉลาม, ปลาหมึก, กุ้ง, ม้าน้ำ, ปู, หอย, ปลากระเบน เข้าโรมรันกัน อยู่ ๆ ก็อยากออกจากโรงไปสั่งปลากระพงทอดน้ำปลา, ปูผัดผงกะหรี่, หมึกนึ่งมะนาว กินกับข้าวสวยแทนซะงั้น (ฮา)

ถึงจะเป็นการเล่นท่าง่าย แต่มองแง่บวกดูเหมือน DC จะหาทางของตัวเองเจอ และเริ่มคิดได้แล้วว่า การรีบเร่งทำหนังรวมพลฮีโร่ เพื่อสู้กับคู่แข่งร่วมสังเวียนอย่าง Marvel ที่เซ็ตพื้นฐานกันมาอย่างแข็งแกร่ง ตั้งแต่ ไอรอน แมน ภาคแรก นั้นไม่ใช่เรื่องดี และนั่นก็ทำให้เราต้องจับตามอง “เดอะ แฟลช” ฮีโร่ตัวต่อไป ที่จะออกมาพบผู้ชมหนังเดี่ยวในอนาคตว่า จะออกมาเป็นอย่างไร เพื่อเริ่มต้นสร้างจักรวาล DC อันเรืองรองในระยะยาวต่อไป