Ralph Breaks the Internet – อินเตอร์เน็ตมหาสนุก

หลังประสบความสำเร็จอย่างสวยงามกับอนิเมชั่นตะลุยโลกวิดีโอเกม Wreck-It Ralph ที่ฮิตระเบิดระเบ้อ เมื่อปี 2012 ครั้งนี้ “ราล์ฟ” วายร้ายจอมทุบ แต่จิตใจดีงาม กับเพื่อนซี้แสนน่ารัก วาเนโลเป้ ก็ได้ฤกษ์กลับสู่จอเงินอีกครั้งกับหนังภาคต่อที่เด็กดูได้ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็ยังดูดี แต่ที่สำคัญ คือ คุณภาพน่าติดตามชมเช่นเดิม

Ralph Breaks the Internet ของ ริช มัวร์ ที่กลับมานั่งเก้าอี้ ผกก. ต่อจากภาคแรก (แต่ได้ ฟิล จอห์นสตัน คนเขียนบทภาคที่แล้วมาเป็น ผกก. ร่วม) เล่าถึงเหตุป่วนในร้านวิดีโอเกม เมื่อ “ชูก้าร์ รัช” เกมซิ่งรถสุดน่ารักของ วาเนโลเป้ ได้รับความเสียหายจากลูกค้าที่ทำพวงมาลัยหัก ทำให้เจ้าราล์ฟ พี่ใหญ่ใจดีปิ๊งไอเดียบุกเข้าไปยังโลกอินเตอร์เน็ต เพื่อตามหาพวงมาลัยอะไหล่กลับมาให้เจ้าของร้านเอาไปซ่อม ก่อนที่ตู้เกม ชูก้าร์ รัช จะถูกเลหลัง และทำให้ วาเนโลเป้ ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกของวิดีโอเกมอีกต่อไป ทว่าการท่องยุทธจักรอินเตอร์เน็ตของทั้งคู่ครั้งนี้กลับให้อะไรมากกว่าที่คิด

หากภาคแรกพูดถึงโลกของวิดีโอเกม และการเติมเลือดเนื้อจิตใจให้แก่ตัวละครวายร้ายอย่าง ราล์ฟ ที่ร้ายแค่ภายนอกทว่าข้างในจิตใจดีงาม หนังภาคสองเปลี่ยนสโคปใหม่ไปไกลกว่าเดิม ด้วยการพาท่านผู้ชมท่องโลกอินเตอร์เน็ต สังคมออนไลน์ ที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนชอบมาก คือ การที่ทีมงานของ ดิสนีย์ Set Up โลกของอินเตอร์เน็ตออกมาในรูปแบบการ์ตูนได้น่ารักน่าชัง แถมยังล้อเลียนเสียดสีได้แสบคัน ชนิดคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุกวันต้องหัวร่องอหายไปกับสารพัดมุกที่ใส่เข้ามา เช่น มุก Spyware, Malware และ Pop-Up โฆษณาในเว็บไซต์นี่ทำผู้เขียนหัวเราะลั่นโรง

แม้จะฉาบหน้าว่า เป็นการ์ตูนอนิเมชั่น ยิงกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กและเยาวชน แต่ผู้เขียนเชื่อว่า คนดูที่เป็นผู้ใหญ่หรือวัยรุ่น 20+ ก็น่าจะสนุกไปกับหนังได้ไม่แพ้กัน จากองค์ประกอบข้างต้นที่ใกล้ตัวมาก ๆ หรือการหยิบยืมตัวละครดังจากโลกซูเปอร์ฮีโร่ MARVEL, Star Wars มาเป็นแขกรับเชิญ (ที่ดิสนีย์ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปซื้อลิขสิทธิ์มา – ทุนนิยมนี่มันร้ายจริง ๆ) และหมัดเด็ด คือ ระดมตัวละครเจ้าหญิงดิสนีย์ชื่อดังตั้งแต่อดีต อย่างสโนว์ไวท์, เงือกน้อยแอเรียล, ซินเดอเรลล่า, มู่หลาน จนถึงยุคล่าสุด อย่างเจ้าหญิงแอนนา จากเรื่อง Frozen มาเล่นตลกหมูกระทะคนละมุก 2 มุก เรียกเสียงฮาได้ลั่นโรงทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความสนุกก็มาพร้อมกับประเด็นที่ดี เมื่อหนังจงใจเสนอตัวเองเป็นเหมือนคุณครูสอนวิชา “การใช้อินเตอร์เน็ตเบื้องต้น” สำหรับเด็กและเยาวชน อย่างที่รู้กันว่า ด้วยโลกยุค 4.0 ตอนนี้กลายเป็นยุคออนไลน์เต็มตัว เดินไปไหน มาไหน แทบไม่เห็นเด็กทำกิจกรรมสันทนาการแบบเล่นชิงช้า, สไลเดอร์, เข้าบ้านลูกบอล, เล่นของเล่นกันแล้ว กลายเป็นเล่นโทรศัพท์, ไอแพด, ดู Youtube กันซะเยอะ และส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีผู้ปกครองให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดต่างหาก (เพราะส่วนมากให้ลูกเล่นเพื่อตัดรำคาญ จะได้ไม่มากวนเวลาทำงาน) บางทีเด็กอาจเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ลามก หรือโดนเพื่อนในโลกออนไลน์ล่อลวงไปทำชั่ว ตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะของคนที่เลิกเข้าเว็บไซต์ลามกไปนานแล้ว (ฮา) ยอมรับว่า ไม่อินกับประเด็นหนังมาก แต่ก็ชื่นชมที่ทีมงานนำเสนออกมาได้ดี ไม่รู้สึกว่า ถูกยัดเยียดหรือถูกสั่งสอนอยู่หน้าชั้นเรียน โดยเป็นการบอกเด็กยุคใหม่ที่ดูหนังเรื่องนี้แบบเนียน ๆ ว่า “อินเตอร์เน็ต” มีทั้งประโยชน์และโทษ หากรู้จักใช้ ก็จะสร้างประโยชน์แก่ตัวเองได้มากมาย แต่ถ้าเล่นแบบขาดสติ ลุ่มหลงมัวเมากับโลกใหม่โดยขาดคนชี้แนะ ก็อาจดำดิ่งจนเสียผู้เสียคนได้ แต่ทางที่ดีแล้ว ผู้ปกครอง ก็ควรมีส่วนสำคัญในการดูแลเด็ก ๆ ให้รู้จักใช้อินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้อง สอนให้รู้ว่า อะไรถูกหรือผิด เป็นเกราะป้องกันอีกทาง

จากหนังที่ตอนแรกเข้าไปดูด้วยความไม่ตั้งใจ (อ้าว..) กลายเป็นว่า เดินออกจากโรงภาพยนตร์มาพร้อมกับรอยยิ้ม อิ่มเอม และหัวเราะหนักมากที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ เป็น 112 นาที ที่เสียไปโดยคุ้มค่า ประทับใจ และยังทำให้รู้ว่า แม้โลกจะเปลี่ยนไปขนาดไหน หรือมีสตูดิโออนิเมชั่นเก่งกาจเกิดขึ้นมากเพียงใด ดิสนีย์ ก็ยังมีฝีมือไว้ใจได้เสมอ