Fahrenheit 11/9 – เลือกผู้นำผิด คิดจนตัวตาย

ถือว่า มาถูกที่ถูกเวลาไม่น้อยสำหรับภาพยนตร์สารคดีแซะการเมืองในสหรัฐอเมริกาของ ไมเคิล มัวร์ เจ้าพ่อสารคดีมือฉมังที่เพิ่งเข้าฉายโรงภาพยนตร์บ้านเราไปหมาด ๆ กับ “Fahrenheit 11/9” ผลงานชิ้นล่าสุดที่งวดนี้มาพร้อมกับหมัดน็อคอันทรงพลังที่จะเตือนสติท่านผู้ชมชาวไทยให้คิดอย่างรอบคอบสำหรับการเลือก “ผู้นำชาติ” ที่จะเข้ามากำหนดชีวิตความเป็นอยู่และประเทศชาติของเราต่อจากนี้

Fahrenheit 11/9 คือ สารคดีการเมืองชนิดเข้มข้น ที่เปรียบเสมือนภาคต่อของ Fahrenheit 9/11 ซึ่งกำกับโดย ไมเคิล มัวร์ เช่นกันเมื่อปี 2004 โดยเนื้อหาของ “Fahrenheit 9/11” พุ่งเน้นไปที่การโจมตี จอร์จ ดับเบิลยู บุช อดีตประธานาธิบดี และเผยทฤษฏีสมคบคิดเรื่องเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ส่วน “Fahrenheit 11/9” เล่าถึงสหรัฐอเมริกายุคปัจจุบันที่มีผู้นำชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจอมเพี้ยนดูแลอยู่ (11/9 ก็คือ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2016 ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ)

หนังเปิดฉากด้วยบรรยากาศอันชื่นมื่นของพรรคเดโมแครต ที่มี ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมด้วยลูกพรรคและกองเชียร์ที่กำลังนับถอยหลังฟังการประกาศให้ ฮิลลารี ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ จากผลนับคะแนนล่วงหน้าในหลายมลรัฐที่นำห่างผู้ท้าชิงอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันแทบจะทุกแห่ง ทว่าโค้งสุดท้ายกลับพลิกผัน เมื่อ ทรัมป์ ใช้ลีลาส่วนตัวชิงคะแนนเสียงจากรัฐอื่น ๆ แซงหน้า จนในที่สุดมหาเศรษฐีจากควีนส์ กลับเป็นผู้ชนะ และขึ้นบริหารประเทศชาติซะอย่างนั้น

และหลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ ไมเคิล มัวร์ ผู้กุมบังเหียนสารคดีเรื่องนี้ ใช้ลูกเล่นอันแพรวพราวทั้งภาพ เสียง เนื้อหา และการบรรยายรายละเอียดด้วยตัวเอง ตีแผ่ให้ท่านผู้ชมเห็นว่า นับตั้งแต่ชายที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำแห่งสหรัฐอเมริกา ประเทศชาติของพวกเขาเสียหายยับเยินไปมากขนาดไหน ผสมกับพฤติกรรมเพี้ยน ๆ ส่วนตัวที่น่าขัน และน่าอดสู เช่น การไม่ให้เกียรติสตรี (กระทั่ง อิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวสุดเซ็กซี่ ที่ผู้เป็นพ่อชอบพูดจาแทะโลมออกสื่อบ่อย ๆ) หรือการเหยียดผิว เชื้อชาติ ที่หลายคนเห็นมาตลอด

เพราะตัวหนังพูดถึงการเมืองของสหรัฐอเมริกาอย่างเข้มข้น ทำให้หลายคนอาจตั้งคำถามว่า หากไม่มีพื้นฐานเรื่องการเมืองของชาวเมืองลุงแซมมาก่อนจะดูรู้เรื่องไหม ต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของพวกเขามาก่อนหรือไม่ ? อันนี้ผู้เขียนยืนยันว่า ไม่ต้องขนาดนั้น เพราะ ไมเคิล มัวร์ ทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ดูเข้าใจง่าย ไม่ต้องท้าวความยาว แถมไม่น่าเบื่อด้วย คนดูมีหน้าที่แค่นั่งเอนหลังให้สบาย แล้วติดตามดูสังคมบ้านเมืองอเมริกันภายใต้การดูแลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในปัจจุบันก็พอ

ไม่แค่พฤติกรรมจากผู้นำบ้องตื้นที่ ไมเคิล มัวร์ ประเคนให้ชมตลอด 120 นาที แต่เจ้าตัวยังแซะพรรคเดโมแครต (อันเป็นฝั่งที่ มัวร์ เชียร์มาตลอด) ที่โยนเก้าอี้ประธานาธิบดีให้ฝั่งตรงข้าม ขณะเดียวกันยังทำลายความเชื่อที่รับรู้ตั้งแต่เด็กว่า “สหรัฐอเมริกา” คือ ดินแดนแห่งเสรีภาพ รวมถึงสังคมประชาธิปไตยในสหรัฐฯ ซึ่งแท้จริงแล้ว มันก็ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยสักเท่าไหร่เลย เมื่อเหล่าคนใหญ่คนโตเลือกที่จะเมินเสียงเรียกร้องของประชาชน และให้ความสำคัญกับ “นายทุน” เหนือสิ่งอื่นใด

ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับย่อหน้าข้างบนที่ระบุว่า รัฐบาลเห็นแก่นายทุน คือ ช็อตที่ชาวเมืองฟลินท์ ร่วมกันออกมาประท้วงผู้ว่าฯ เรื่องปัญหาน้ำเสีย ที่ผู้ว่าฯ กับนายทุนสมรู้ร่วมคิดเก็บน้ำสะอาดไว้กับตัวเอง แล้วให้ประชาชนใช้น้ำเสียดื่มกินจนป่วยกันแทบทั้งเมือง อีกเรื่องที่ผู้เขียนอินมาก คือ การเดินขบวนต่อต้านกฎหมายการครอบครองอาวุธปืนของเหล่านักเรียนหนุ่มสาว จากเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่รัฐบาลไม่คิดแก้กฏหมายนี้ เพราะพวกเขาได้รับเงินบริจาคจากสมาคมยิงปืนที่อนุญาตให้ขายปืนอย่างเสรีแบบเต็มกระเป๋า และเมื่อปัญหานี้มาถึงยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ มันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี

แต่เหนืออื่นใด คนที่ ไมเคิล มัวร์ อยากโจมตีมากที่สุดไม่ใช่ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือคนในรัฐบาลไหน ๆ ทว่าเป็น “ประชาชนชาวอเมริกัน” ทุกคนที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิม ๆ รวมถึงสาวกของพรรคเดโมแครต ที่ผิดหวังจากการที่พรรคพยายามผลักดัน ฮิลลารี คลินตัน ขึ้นเป็นผู้นำเสียเต็มประดาชนิดไม่แคร์เสียงสนับสนุนของ เบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้สมัครรุ่นเก๋าในพรรคเดียวกันที่ได้คะแนนจากประชาชนไปไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมของคนใหญ่คนโตในพรรคบางคนที่เหยียบย่ำศรัทธากองเชียร์แบบป่นปี้ ก็ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ก่อนหาทางออกด้วยการไม่ลงคะแนนในการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ หรือเทคะแนนให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีลีลาบ้าบิ่นแถมแปลกใหม่กว่าด้วยความเชื่อมั่นว่า ทรัมป์ อาจนำพาสหรัฐฯ ไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าเดิมตามสโลแกน Make America Great Again ที่เขาหยิบยืมมาจาก โรนัลด์ เรแกน ในยุค 80 แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่ต่างกัน เมื่อพวกเขากลับได้ผู้นำบ้า ๆ บอ ๆ มาบริหารประเทศแทน (โถ เวรกรรม)

และนั่นคือสารที่ ไมเคิล มัวร์ อยากบอกกับชาวอเมริกันทุกคน (หรือแม้แต่ผู้ชมที่ดูอยู่ทั่วโลก) ว่า จงให้ความสำคัญกับ “คะแนนเสียง” ที่มีอยู่ในมือให้ดี ก่อนเข้าคูหาลงคะแนนให้ใครมากำหนดชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติของเรา จงเลือกคนที่คิดว่ามีความสามารถมากที่สุด ไม่ใช่คนที่มีวาทะสวยหรูหรือเปลือกนอกชวนหลงใหล เพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศชาติของเราจะได้ “เทวดา” หรือ “ปีศาจ” มาเป็นผู้นำชาติ ประชาชนเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น

ดูจบแล้วก็ชวนให้นึกถึงการเลือกตั้งของประเทศแห่งหนึ่งที่กำลังใกล้เข้ามาถึงนี่เสียเหลือเกิน (ประเทศอะไรน้า…แล้วจะได้เลือกกันจริง ๆ ไหมน้า) ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า เมื่อถึงเวลาออกไปใช้สิทธิใช้เสียงจริง ๆ ทุกคนจะมีสติเลือกคนที่ใช่ที่สุดมาเป็นผู้นำ เป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศชาติต่อไป เพราะผู้นำคนปัจจุบันที่ทำงานแบบเหวี่ยง ๆ ชักจะอยู่นานเกินเหตุจนอยากเดินไปตะโกนใส่หน้าสักครั้งว่า

“จะ 5 ปี แล้วนะ………..” (จงเติมคำในช่องว่างตามสะดวก)