Frida Kahlo (ฟรีดา คาห์โล) Feminist ตัวจริงแห่งวงการศิลปะ

ในวงการศิลปะคงไม่มีใครไม่รู้จัก Frida Kahlo (ฟรีดา คาห์โล) ศิลปินหญิงชาวเม็กซิกันที่โคตรจะมีชื่อเสียงและเอกลักษณ์มาตั้งแต่ยุค 40s ยันปัจจุบัน แต่ถึงใครไม่รู้จักก็อาจจะเคยเห็นผู้หญิงคิ้วติดกันคนนี้ผ่านตาไปบ้าง

ฟรีดาคือศิลปินหญิงที่ทำงานในลักษณะเหนือจริง (Surrealism) มีเนื้อหามาจากเรื่องราวของตัวเอง สะท้อนความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจที่พบเจอมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งการป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่ 6 ขวบ ทำให้ขาสองข้างไม่เท่ากัน การประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ตอนอายุ 18 ทำให้ต้องผ่าตัดหลายสิบครั้ง เรามักจะคุ้นเคยกับรูป Self-Portrait คิ้วติดกันของเธอที่มีอยู่ในทุกภาพ เพื่อจะแสดงออกว่า เนี่ยแหละ ภาพวาดนี้ก็เป็นเรื่องราวในชีวิตของฉันเอง

จะเรียกว่าเธอเป็นศิลปินที่อาภัพคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งปัญหาทางสุขภาพ ร่างกาย จิตใจและความรัก ทำให้ผลงานที่ออกมามีแต่ประเด็นความเจ็บปวด เล่าเรื่องราวชีวิตโชคชะตาที่เจ็บปวดและหดหู่ แบบที่สีสันสดใสในงานก็ไม่ช่วยให้เนื้อหาโหดร้ายน้อยลงเลย

ประเด็นความเป็น Feminist (สตรีนิยม) ของฟรีดานั้นไม่ได้โด่งดังในตอนที่เธอมีชีวิตอยู่หรอก เพราะเธอก็ใช้ชีวิตอิสระ รักษาตัว และทำงานศิลปะไป แต่มีผู้คนมามุ่งความสนใจในไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและผลงานของเธอจริงๆ จังๆ ก็ตอน 1970 ที่ความคิดทางด้านความเท่าเทียมกันกำลังเริ่มบูมขึ้นมา เราจะนึกถึงใครได้อีกถ้าไม่ใช่ฟรีดา ผู้หญิงที่ประกาศตัวว่าเป็นไบเซ็กชวลทั้งๆ ที่ตัวเองก็แต่งงานแล้วนั่นแหละ (ถึงจะไม่ใช่เรื่องดีที่น่าทำตามเท่าไร แต่ก็แสดงให้เห็นความสุดจริงๆ ของคนคนนี้) ผู้หญิงที่มุ่งมั่นในอาชีพศิลปินและนำเสนอเรื่องราวของตัวเองอย่างจริงใจในยุคที่ศิลปินยังเหมือนเป็นอาชีพของผู้ชายเท่านั้น

ทำให้เรื่องราวชีวิตอันแสนหดหู่นี้ถูกให้ความสนใจจากทุกวงการ ไม่ใช่แค่คนที่สนใจศิลปะเท่านั้น แต่ใครๆ ก็รู้จักเธอในฐานะที่แตกต่างกันไป มีทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ออกมาเผยแพร่ ภาพวาดคิ้วและไรหนวดอันเป็นเอกลักษณ์นี้ถูกทำซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง และถูกนำมาเป็นไอค่อนของความเป็น “สตรี” ตามสื่อต่างๆ มากมาย

Self-Portrait with Cropped Hair (1940)

ผลงานหนึ่งเดือนหลังจากที่หย่ากับสามีตัวเอง  เป็นภาพที่เธอนั่งบนเก้าอี้ สวมชุดหลวมโพรก (ที่น่าจะหมายถึงชุดของสามี) ตัดผมของตัวเองที่สามีบอกว่าชอบนักชอบหนาทิ้งซะ เหมือนต้องการจะสื่อความเป็นอิสระจากพันธะทางทางกายและทางใจกับสามีทิ้งยังไงอย่างงั้น

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เธอเลิกกับสามีตัวเองได้เพียงปีเดียวก็กลับมาแต่งกันใหม่อีกครั้ง

The Wounded Deer (1946)

ภาพกวางที่มีหัวเป็นฟรีดา โดนเจาะไปด้วยลูกธนูทั้งตัว แสดงถึงความผิดหวังในการผ่าตัด ความเจ็บปวดในการรักษา ที่ทำให้เธอเจ็บปวดทั้งกาย และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย ซึ่งเธอวาดภาพนี้เพื่อจะสื่อถึงความเศร้าที่ไม่สามารถควบคุมและเปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเองได้

ถ้าลองไปไล่ๆ ดูผลงานอื่นๆ ของฟรีดา ก็ไม่พ้นเรื่องความเจ็บปวดเกี่ยวกับการรักษา การเปรียบเทียบความเจ็บปวดของตัวเองในแบบต่างๆ ไปจนถึงเรื่องที่เธอแท้งลูก สาเหตุจากอุบัติเหตุเมื่ออายุ 18 ที่ทำให้ร่างกายผุพังไปทุกที่ เห็นผลงานแล้วต้องมีจุกในใจกันบ้าง

แต่สิ่งที่เราได้อย่างหนึ่งจากชีวิตอันโหดร้ายของฟรีดา นั่นก็คือความไม่ย่อท้อใดๆ ต่อโชคชะตาตัวเอง ถึงแม้เธอจะเป็นคนที่ชีวิตไม่ราบรื่นที่สุดทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความรัก และจบชีวิตด้วยอายุเพียง 47 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เธอมีคุณค่าขึ้นมาได้ในชีวิตหนึ่งก็คือ การสร้างผลงานศิลปะ  การถ่ายทอดชีวิตผุๆ พังๆ ออกมาเป็นภาพวาดที่ดูแล้วถึงใจ เปรียบเทียบและสะท้อนออกมาได้ดีที่สุด ทำให้เธอไม่ใช่แค่คนที่เกิดมามีโชคชะตาที่เลวร้าย แต่ใช้ชีวิตได้มีคุณค่าและฝากผลงานตัวเองสู่คนรุ่นต่อๆ ไป  แถมยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนลัทธิสตรีอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.biography.com/people/frida-kahlo-9359496 / https://www.fridakahlo.org/