“โรงแรมดุสิตธานี” ตำนานที่อยู่ในความทรงจำ

โรงแรมดุสิตธานี จะทำการปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 มกราคม 2562 หลังจากที่เปิดให้บริการวันแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2513 บนเส้นทางอันยาวนานกว่า 48 ปีในฐานะโรงแรมดุสิตธานี เปรียบเสมือนสถาบันการโรงแรมที่เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพมหานคร และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม โรงแรมดุสิตธานีก็จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับโลกปัจจุบันและถึงแม้จะไม่มีอาคารสูง 22 ชั้นบนหัวถนนสีลมอีกต่อไปแล้ว แต่ความเป็นดุสิตธานี ยังคงอยู่ในฐานะตำนานของโรงแรมระดับห้าดาวของเมืองไทย

ที่มาของชื่อโรงแรมดุสิตธานี

ชื่อของโรงแรมดุสิตธานีนั้นถูกตั้งขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจมาจาก “ดุสิตธานี” เมืองตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ที่ทรงสร้างเมืองจำลองเพื่อเป็นแบบทดลองการปกครองในระบบประชาธิปไตยในยุคสมัยนั้น และด้วยสถานที่ตั้งของโรงแรมอยู่ตรงข้ามกับพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมพินี ทำให้แนวคิดในการสร้างโรงแรมดุสิตธานี นั้นเป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทยและตะวันตก

โดยแนวคิดในการสร้างโรงแรมของท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปิยะอุย นั้นคือการสร้างโรงแรมที่เป็นแลนด์มาร์กในกรุงเทพฯ และมีเจ้าของเป็นคนไทย เพื่อที่จะได้มีมาตรฐานการบริการแบบสากล แต่มีความใส่ใจกับผู้ใช้บริการด้วยเสน่ห์ความเป็นไทย

โรงแรมดุสิตธานีเคยเป็นอาคารสูงที่สุดในประเทศไทย

เมื่อโรงแรมดุสิตธานีเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2513 อาคารสูง 22 ชั้นของโรงแรมที่ถูกออกแบบโดยวิศวกรชาวญี่ปุ่นกลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศ ณ เวลานั้นและครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานจนกระทั่งอาคารชาญอิสระทาวเวอร์ 1 ที่สร้างในปี 2528 และมีความสูง 27 ชั้นจะเข้ามายึดสถิติดังกล่าวไป

“ดุสิตธานี” บริการที่กลายเป็นต้นแบบระดับ 5 ดาวในไทย

การให้บริการของโรงแรมดุสิตธานี นั้นเรียกได้ว่าเป็นการให้บริการที่นอกจากได้ตามมาตรฐานที่โรงแรมระดับ 5 ดาวควรจะมีแล้วพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรม และ มากประสบการณ์ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกองสำคัญที่ทำให้โรงแรมดุสิตธานี ยังคงอยู่ในลิสต์รายชื่อโรงแรมระดับท้อปของเมืองไทยตลอดเวลา 5 ทศวรรษ และแม้แต่การปิดตัวชั่วคราวในครั้งนี้ พนักงานของ โรงแรมดุสิตธานี ก็ไม่ถูกปลดจากตำแหน่งแม้แต่คนเดียว หากแต่จะถูกส่งไปทำงานกับโรงแรมในเครือก่อนที่จะกลับมารวมกันใหม่เมื่อกับดุสิตธานีในยุคดิจิตัล

สถาบันการโรงแรม และ อาหารระดับนานาชาติ

กิจการในเครือของโรงแรมดุสิตธานี นั้นไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นแต่ยังขยายไปยังต่างประเทศด้วย นอกเหนือจากนี้ประสบการณ์ของ โรงแรมดุสิตธานี ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ได้กลายเป็นสถาบันทางการโรงแรม ภายใต้ชื่อวิทยาลัยดุสิตธานี ที่เปิดสอนในปี 2539 เพื่อผลิตบุคลากรเฉพาะทางสำหรับการดำเนินกิจการโรงแรม นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับ สถาบันศิลปะการทำอาหารชื่อดังอย่าง เลอ กอร์ดองเบลอ เป็น สถาบันศิลปะการทำอาหาร เลอ กอร์ดองเบลอ ดุสิต ซึ่งทำให้ชื่อของ “ดุสิตธานี” กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับพรีเมี่ยมของมาตรฐานโรงแรมและอาหารในปัจจุบัน

ห้อง “นภาลัย” ห้องจัดเลี้ยงในตำนาน

เมื่อ โรงแรมดุสิตธานี คือโรงแรมระดับห้าดาว จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครๆก็ต้องการมาปรากฎตัวที่ โรงแรมดุสิตธานี และการจัดเลี้ยง ณ ห้อง นภาลัย โรงแรมดุสิตธานี นั้นเรียกได้ว่าเป็นห้องจัดเลี้ยงที่สามารถการันตี ได้ว่าผู้ที่จัดงาน ณ ห้องนภาลัย นั้นนอกจากเงินหนาแล้วยังมีรสนิยมที่ดีอีกด้วย และห้อง “นภาลัย” ยังเป็นสถานที่ที่ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ขึ้นเปิดคอนเสิร์ตลูกทุ่งหน้าพระที่นั่งอันกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของวงการลูกทุ่งไทย

“ดุสิต กรูเมต์” เบเกอรี่แสนอร่อย ที่หลายคนรอเวลาลด 50 เปอร์เซนต์

ด้วยความที่ โรงแรมดุสิตธานี บุกเบิกทั้งด้านบริการและอาหารรวมไปถึง เบเกอรี่ ทำให้ ดุสิต กูร์เมต์ ที่ถูกพัฒนาจาก Lobby Lounge ของโรงแรมกลายเป็น เบเกอรี่ ในตำนานที่อร่อยแบบปากต่อปาก หลายคนยังคงมีความทรงจำกับ รสชาติของ Butterfly puff ของดุสิต ธานีที่มีรสชาติหวานหอม รวมไปถึงเมนูเบเกอรี่ ชนิดอื่นที่อร่อยไม่แพ้กัน และ จะมีช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยคือ 18.00 น. ที่เบเกอรี่ของ ดุสิต กรูเมต์ จะลด 50 เปอร์เซนต์

“บับเบิ้ล” แหล่งรวมเซเลบฯ ดารายุค 70

ย้อนกลับไปในปี 2520 หลังจากโรงแรมดุสิตธานีเปิดมาได้ 7 ปี “บับเบิ้ล” ผับและดิสโก้เธค ชั้นล่างลอบบี้ โรงแรงดุสิตธานี ก็เปิดขึ้นเพื่อรองรับกระแสของ ดิสโก้เธค ที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยดังกล่าว และแน่นอนว่า “บับเบิ้ล” ของดุสิตธานีจะธรรมดาไม่ได้ นอกจากจะมีวงดนตรีชื่อดังของยุคสมัยเล่นประจำแล้ว “บับเบิ้ล” ยังเป็นแหล่งรวมเซเลบฯ ดาราที่ชอบใช้ชีวิตกับแสงสียามค่ำคืนอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นแหล่วงรวมตัวของ คนดังในยุคนั้นเลยทีเดียว