ฟังไว้ “ป้องกันตัว” จากโจรร้ายอย่างไร ถึงพอสมควรแก่เหตุ

เมื่อประเด็น “ป้องกันตัว” กลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม หลังมีข่าวคนร้ายงัดบ้านหลังหนึ่ง แล้วเกิดการต่อสู้กับลูกชายเจ้าของบ้านที่เผอิญกลับมาเจอ และพลาดท่าถูกลูกชายเจ้าของบ้านล็อกคอจนถึงแก่ความตาย ขณะที่ลูกชายเจ้าของบ้าน ถูกแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

ซึ่งการแจ้งข้อหาหนักครั้งนี้ เป็นที่มาของคำถามชวนคิดว่า ประชาชนอย่างเราสามารถป้องกันตัวได้ถึงระดับไหน เพื่อให้ตนเองปลอดภัย ทั้งไม่นำไปสู่การกระทำความผิดโดยไม่เจตนา

เริ่มแรก มาดูกันที่การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งระบุไว้ว่า

“ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

พอเห็นคำศัพท์ทางกฎหมาย หลายคนอาจอยู่ในอาการมึนงง ด้วยมีถ้อยคำแปลก ๆ ที่ไม่อาจระบุความหมายได้ชัดเจน Tonkit360 จึงขอหยิบคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 68 แบบง่าย ๆ ว่า

(1) ประชาชนทุกคน มีสิทธิป้องกันตัวเองจาก “ภยันตราย” หรือ “ภัยและอันตราย” ที่กำลังเกิดขึ้นกับตนเองหรือผู้อื่นได้

(2) ภยันตราย ที่ว่านั้น ต้องเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเกิดขึ้นแบบกระชั้นชิด (ใกล้ตัว) ถึงขนาดที่หากไม่ป้องกันตัว ก็อาจจะเกิดอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นได้

(3) การป้องกันตัว ตามมาตรา 68 ต้องเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เพื่อปกป้องตนเองหรือผู้อื่น ไม่ใช่การกระทำที่หมายเอาชีวิต มิฉะนั้น อาจกลายเป็นการป้องกันตัวเกินกว่าเหตุได้

อาทิ นาย A กลับมาเจอนาย C (โจร) กำลังรื้อค้นทรัพย์สิน จึงตะโกนเรียกคนมาช่วยจับนาย C เป็นเหตุให้นาย C หยิบปืนขึ้นมายิงใส่นาย A ก่อน และเพื่อป้องกันตัว นาย A ยิงสวนกลับไป จนทำให้นาย C เสียชีวิต สำหรับกรณีนี้ ถือว่า เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุได้ เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้หยุดหรือถูกจับตัวได้ เป็นต้น

(4) ต้องไม่ใช่ “การสมัครใจวิวาท” ตั้งแต่ต้น คือ ผู้ป้องกันตัว ต้องไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนร่วมก่อเหตุ อาทิ นาย D เอาไม้ไปตีนาย T ก่อน พอเห็นว่า นาย T เงื้อไม้จะตีกลับ นาย D จึงรีบตีซ้ำทันที เป็นผลให้เหตุการณ์นี้ไม่สามารถอาจอ้างว่า เป็นการป้องกันตัวได้

เมื่อดูคำอธิบายในข้างต้น สรุปได้ว่า การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ การป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เพื่อให้คนร้ายหยุดการกระทำอันก่อให้เกิดอันตรายแก่เรา และหากคนร้ายหยุดแล้ว แต่เรายังเข้าไปทำร้ายคนร้ายต่อจนถึงแก่ชีวิต แบบนี้ ถือว่าเป็นการ “ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ”


และถ้าวันใด วันหนึ่งคุณตกอยู่ในสถานการณ์ (โจรขึ้นบ้าน) เช่นนี้ ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

(1) ต้องมีสติ ไม่ควรตื่นตระหนกตกใจจนเกินไป

(2) พยายามสังเกตว่า คนร้ายมากันกี่คน และมีอาวุธหรือไม่

(3) ท่องไว้ว่า ทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย สามารถหาใหม่เมื่อไรก็ได้ แต่ชีวิตเรามีเพียงชีวิตเดียว (ตายแล้ว ตายเลย ไม่มีวันฟื้น) ฉะนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้รักษาชีวิตเราไว้ก่อน

(4) หากพบคนร้ายขณะอยู่ไกลตัว อาทิ กำลังปีนรั้ว ให้รีบตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านทันที (เกิดเหตุแบบกระชั้นชิด ก็ขอความช่วยเหลือได้เช่นเดียวกัน)

(5) ถ้าเกิดการต่อสู้ที่จำต้องใช้อาวุธปืน ขอให้พึงระลึกไว้ว่า ต้องยิงเพื่อป้องกันตัวหรือทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ใช่การยิง เพื่อหวังเอาชีวิตคนร้าย มิฉะนั้น คุณ (เจ้าของบ้าน) อาจต้องย้ายไปอาศัยอยู่ในคุก (ชั่วคราว) ฐานกระทำเกินกว่าเหตุ

ทั้งหมดนี้ เป็นความรู้เรื่องข้อกฎหมายและคำแนะนำแบบคร่าว ๆ ที่นำฝาก แต่สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนั้น คือ “สติ”

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกากองบังคับการปราบปราม