LTF หรือ RMF อันไหนที่เหมาะสมกับคนเสียภาษีแบบเรา

ภาพจาก helleniclawyer.eu

เมื่อใกล้สิ้นปี  สนามแข่งขันโปรโมท กองทุน LTF / RMF ก็แข่งขันกันอย่างดุเดือด แล้วเราควรเลือกซื้อ กองทุนอันไหนดี ซึ่ง LTF ถือเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดย แต่ละปีมีเม็ดเงินไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นปีละ 70,000- 80,000 ล้านบาท ซึ่งมีข่าวแว่วมาแล้วว่าอาจจะสามารถซื้อได้ถึงแค่ ปี 2562 เท่านั้นนะจ๊ะ

LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาวเหมาะกับคนที่มีรายได้ปานกลาง ถึง  รายได้สูง แต่ไม่มีความชำนาญในการลงทุนในหุ้น หรือไม่อยากติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด LTF จะใช้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เท่ากัน ยิ่งรายได้เยอะ LTF จะยิ่งลดหย่อนภาษีได้เยอะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของเรานั่นเอง

สิ่งที่ต้องคำนึง หรือวางแผนก่อนการซื้อ LTF ลดหย่อนภาษี

  1. ต้องมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ถึงควรซื้อ LTF เพราะหากเงินได้ไม่เสียภาษี การลงในกองทุนอื่นอาจได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะ LTF เป็นกองทุนสำหรับลดหย่อนภาษี และ ออมระยะยาวควบคู่กันไป
  2. ซื้อเป็นจำนวนที่พอเหมาะ กับ เงินได้ที่ต้องเสียภาษี เพราะการซื้อมากไปก็ไม่ดีนะจ๊ะ ด้วยกฎหมายกำหนดให้เราสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี เช่น มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีรวมตลอดทั้งปี 500,000 บาท จะสามารถลงทุนในกองทุนรวม LTF ได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท x 15% = 75,000 บาท เพราะฉะนั้นเราควรคำนวณเงินได้ ก่อนการวางแผนลงทุนในกองทุน LTF
  3. การลดหย่อนภาษีจาก LTF เป็นการลดหย่อนแบบ ปีต่อปี

RMF หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาวไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยคนที่ลงทุนในกองทุน RMF ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายกับ LTF แต่ RMF จะมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่า คือจะสามารถถอนเงินลงทุนได้เมื่ออายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีและถือหน่วยการลงทุนมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังต้องทยอยลงทุนทุกปีโดยหยุดลงทุนได้ไม่เกินปีเว้นปี

สิ่งที่เราต้องรู้ สำหรับใครที่คิดจะลงทุนใน RMF

  1. LTF ลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ในขณะที่ RMF มีการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือ ตราสารหนี้
  2. RMF เหมาะสมกับคนที่ไม่ต้องการใช้เงินก้อนในระยะ 5-7 ปี เพราะต้องถือหน่วยลงทุนยาวจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งถือเป็นกองทุนท่ีสร้างวินัยทางการเงินที่ดี เพราะต้องลงทุนระยะยาว และลงทุนสม่ำเสมอ หรือ เรียกว่าเป็นเงินสำหรับยามเกษียณนั่นเอง
  3. RMF สามารถลงเงินขั้นต่ำได้ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ (นับจำนวนที่ต่ำกว่าเป็นเกณฑ์) ลงทุนได้สูงสุดถึง 500,000 บาท/ปี และต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้เช่นกัน

ซึ่งเราสามารถเลือกซื้อ ทั้ง LTF / RMF เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยวางแผนทางการเงินของแต่ละคนให้เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งทั้งสองกองทุนสามารถนำมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ทั้งคู่