SUSPIRIA – เลือด แม่มด และศิลปะเขย่าขวัญ

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบริเวณเครื่องหมาย ***)

ในยุคสมัยปัจจุบัน ที่หนังสยองขวัญไม่ถูกจำกัดกรอบให้อยู่แต่พล็อต Cliche เดิม ๆ เช่น ตัวละครต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากฆาตกรที่หยิบมีดไล่เชือดตลอดทั้งเรื่อง หรือสัตว์ประหลาดที่ถูกปลุกขึ้นมาเขมือบมนุษย์ นับเป็นเรื่องดีที่เราได้เห็นหนังสยองขวัญหลากหลายพล็อตประเคนมาให้ชมถึงบ้าน ดังเช่น SUSPIRIA ของ ลูก้า กัวดานิโญ่ ที่กำลังแผลงฤทธิ์ความ “เหวอ” และ “ประสาทแดก” อยู่ในโรงภาพยนตร์ขณะนี้

SUSPIRIA เวอร์ชั่นรีเมคของหนังสยองขวัญสุดคลาสสิค ในปี 1977 ของ ผกก. บรมครู ดาริโอ อาร์เจนโต เล่าเรื่องของ ซูซี่ (ดาโกตา จอห์นสัน) หญิงสาวชาวอเมริกัน เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนวิชาเต้นรำกับสถาบันแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน ภายใต้การดูแลของ มาดามบลองก์ (ทิลดา สวินตัน) และกลุ่มครูอาวุโส ที่เปิดสอนนักเรียนกว่า 10 คน ภายใต้บรรยากาศที่เยอรมนี กำลังเผชิญภาวะสงครามเย็น แบ่งฝ่ายเป็นตะวันตกกับตะวันออก ซูซี่ ตั้งใจที่จะฝึกฝนตนเองเป็นนักเต้นที่มีชื่อเสียงตาม มาดามบลองก์ อาจารย์ที่นับถือ แต่หารู้ไม่ว่า สถาบันแห่งนี้ได้ซุกซ่อนความลับอันดำมืดเกี่ยวกับลัทธิ “แม่มด” ไว้ภายใน

ดูจากเนื้อเรื่องย่อนั้นไม่ซับซ้อนอะไร ทว่า SUSPIRIA เวอร์ชั่นนี้ ได้รับเสียงวิจารณ์แบ่งเป็น 2 ฝั่ง อย่างชัดเจน คือ ถ้าชอบ ก็ชอบแบบสุดเหวี่ยง กับเกลียดไปเลย วัดจากเสียงโห่ในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่หนังเรื่องนี้ไปเดินสาย เพราะ SUSPIRIA เวอร์ชั่น ลูก้า กัวดานิโญ่ เลือกตีความใหม่ จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของต้นฉบับที่เน้นความบันเทิง ส่วนเวอร์ชั่นปัจจุบัน มีการแต่งแต้มแบล็คกราวน์เรื่องสงครามเย็น ความขัดแย้งภายในสถาบันเต้นรำ และปีศาจ มาผสมในรูปแบบที่ไม่กลมกล่อม จนเป็นดั่ง “ยาขม” ที่ทำให้นักดูหนังสายบันเทิงร้องยี้ง่ายดาย

หนังแบ่งเป็น 6 องค์ โดยไล่เรียงลำดับ 1-6 ตั้งแต่ปูเนื้อเรื่อง พื้นฐานชีวิตของ ซูซี่ ในวัยเด็กก่อนเข้าสู่สถาบันเต้นขวัญผวา และไต่ลำดับไปถึงองค์สุดท้ายที่ซัดความสยองเข้าใส่แบบสุดขีดคลั่ง กระนั้นเอง SUSPIRIA เวอร์ชั่น 2018 เมื่อดำเนินมาถึงซีนสุดท้าย ฉากจบของมันกลับไม่ได้สรุปหรือให้ความกระจ่างแก่คนดูเลย กลับกันมันเลือกเปิดกว้างให้คนดูได้ลองตีความสิ่งที่หนังนำเสนอ แล้วสรุปออกมาในฉบับที่ตัวเองเข้าใจ คล้ายกับ Mother ! หนังสยองขวัญอารมณ์คัลท์ของ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี ที่ฉายเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนเรื่องการตีความ เอาตามที่ผู้เขียนเข้าใจ (แต่ใครจะตีความแบบไหนก็สุดแท้แต่ที่เข้าใจนะครับ)

*** เพราะด้วยสถาบันการเต้นของ มาดามบลองก์ และกลุ่มอาจารย์หญิงรุ่นเดอะ กำลังอยู่ในช่วงเวลาแบ่งพรรคแบ่งพวก ครูผู้หญิงส่วนใหญ่ จึงเลือกสนับสนุนให้ มาร์กอส ตัวละครปริศนาผู้มีร่างกายเน่าเฟะ เป็นผู้นำสถาบันอยู่เบื้องหลัง เพราะเชื่อว่า มาร์กอส คือ พระแม่ผู้นำของเหล่าแม่มดประจำสถานบัน (ใช่แล้ว ครูในสถาบันเป็นแม่มดทุกคน) ***

*** และ มาร์กอส ก็ฉวยโอกาสนี้ ปกครองสถาบันโดยอ้างตัวว่า เป็นร่างทรงของพระแม่ผู้นำมาตลอด กระทั่งวันหนึ่ง ซูซี่ ที่รู้ว่าตัวเอง คือ พระแม่ผู้นำตัวจริง และถูกปลุกพลังขึ้นมาอย่างเต็มตัว รู้สึกทนไม่ได้จึงแสดงอภินิหารที่แท้จริงของตัวเอง เล่นงานพระแม่จอมปลอมกับเหล่าสาวกผู้สนับสนุนเสียให้สิ้นในฉากสุดท้ายที่ชวนเหวอและสยองขวัญในเวลาเดียวกัน ***

อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นคนดูสายบันเทิง ผู้เขียนเชื่อว่า ทุกคนก็ยังสามารถสนุกกับการชมหนังเรื่องนี้ได้เหมือนกัน เพราะด้วยองค์ประกอบของสถานที่ แสงสีเสียง บรรยากาศในท้องเรื่องที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงการถ่ายทอดซีนผ่านเลนส์ของคุณสยมภู มุกดี พร้อม ผกก. ภาพชาวไทยยอดฝีมือ ที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศของหนังได้อย่างหลอนหัวใจ ก็ทำให้หลายคนยกว่า SUSPIRIA เป็นหนังสยองขวัญสายศิลปะ ที่กระหน่ำตีคนดูทางอารมณ์แบบสุดทาง

SUSPIRIA อาจเป็นหนังที่ต้องใช้ทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ในการดูหนังที่ผ่าน ๆ มาของท่านผู้ชมมากสักหน่อย ด้วยสไตล์ของมันที่สอดแทรกเนื้อหา สัญลักษณ์ และประเด็นที่สามารถตีความออกมาได้เป็น 108 แต่สุดท้ายแล้ว หากคุณเดินออกจากโรงภาพยนตร์หลังดูเรื่องนี้จบพร้อมกับความไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะอย่างน้อยบรรยากาศอันหม่นหมองของตัวหนัง, การแสดงแบบทุ่มสุดตัวของขุ่นแม่ ทิลด้า สวินตัน, สีสันอันแสนฉูดฉาด และฉากสุดเหวอในด่านสุดท้าย ก็ถือ เป็นประสบการณ์ที่คนดูไม่ได้พบเจอกันง่าย ๆ จากหนังทั่วไป ยิ่งถ้าคุณเป็นผู้เสพงานศิลปะด้วยก็จะยิ่งถูกใจไปกันใหญ่