Sport Science ถึง Sport Innovation (ตอนจบ)

จาก Sport Science ถึง Sport Innovation (ตอนแรก)

Sport Innovation หรือ “นวัตกรรมการกีฬา” มีความแตกต่างจาก “วิทยาศาสตร์การกีฬา” หรือ Sport Science อย่างแน่นอน

เราจะไม่พูดถึงชื่อที่แตกต่าง เพราะจะเสียเวลาเปล่า ๆ (ฮา) ความแตกต่างระหว่าง Sport Science กับ Sport Innovation นั้น นอกเหนือไปจากเรื่องราวของแทคติก เทคนิค การเตรียมตัวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การฝึกซ้อม สุขภาพอนามัย อาหารการกิน และสถิติต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นเรื่องของทฤษฎีกีฬาต่าง ๆ รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ และชุดแข่งด้วย

เพราะในแวดวงกีฬาระดับสากลแล้ว “วิทยาศาสตร์การกีฬา” และ “นวัตกรรมการกีฬา” นั้นมีมานาน และนับวันจะยิ่งก้าวไกลออกไปเรื่อย ๆ จริง ๆ

คำว่า “นวัตกรรมการกีฬา” นั้น ง่าย ๆ เลย ก็คือ เป็นการเอาคำสองคำมาผสมกัน นั่นคือ “นวัตกรรม” กับ “กีฬา”

“นวัตกรรม” แน่นอนว่า โดยตัวของมันเองนั้น หมายถึง ความใหม่ หรือสิ่งใหม่ โดยในทางศาสตร์ของ “ประยุกตวิทยา” แล้ว จะหมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ

ส่วนคำว่า “กีฬา”  ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง กิจกรรมหรือการเล่น เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการบำรุงแรง หรือเพื่อผ่อนคลายความเคร่งเครียดทางจิต

จากความหมายของคำทั้งสองดังกล่าว เมื่อนำมาผสมกันแล้ว จึงกลายเป็น “นวัตกรรมการกีฬา” ซึ่งหมายถึง การนำอุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือมาใช้กับกิจกรรมการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกาย เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน และคุณประโยชน์ในด้านการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

เมื่อมนุษย์ยังต้องมีการเคลื่อนไหว การกีฬาหรือการออกกำลังกาย ย่อมมีบทบาทส่งเสริมการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ฉะนั้น การกีฬาจึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตประจำวัน

โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการนำ “คณิตศาสตร์” มาใช้ใน “วงการกีฬา”  โดยเฉพาะ “แวดวงกรีฑา”

มีการนำเสนอทฤษฎีกีฬาที่ชื่อ Extreme Value กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ การนำคณิตศาสตร์มาใช้ช่วยในการคำนวณต่าง ๆ ดังที่ผมเคยเขียนถึงสถิติข้อมูลในกีฬาเบสบอลของสหรัฐฯ เมื่อคราวที่ผมนำเสนอตอนที่แล้ว

ล่าสุด “จอห์น อายท์มาล” และ “ยาน มักนุส” นักทฤษฎีกีฬาเจ้าของผลงานวิจัยภายใต้ชื่อ Extreme Value ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกรีฑามาศึกษาในประเด็นเทคโนโลยีกีฬา ซึ่งทั้งคู่รวบรวมข้อมูลเอาไว้ใช้ในการวิเคราะห์-ค้นคว้า-วิจัย มากถึง 14,000 รายการ

“จอห์น อายท์มาล” และ “ยาน มักนุส” บอกว่า จากการคำนวณพบว่า ในความเป็นจริงแล้ว มนุษยชาติสามารถวิ่ง 100 เมตร ได้ในเวลาเพียง 9.09 วินาที

นอกจาก เรื่องทฤษฎี Extreme Value นี้แล้ว “ดร.เคร็ก ริชาร์ด” แห่งมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ไม่มีหลักฐานใดแม้แต่ชิ้นเดียวที่พิสูจน์ว่า “รองเท้าวิ่ง” จะทำให้อาการบาดเจ็บลดลง

สำทับด้วยผลการวิจัยของ “ดร.เบอร์นาร์ด มาร์ติ” แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ระบุว่า นักวิ่งผู้ใช้รองเท้าวิ่งแพง ๆ มีโอกาสถึง 123 เปอร์เซ็นต์ ที่จะได้รับบาดเจ็บมากว่าคนใส่รองเท้าราคาถูก !

และผลวิจัยของ “ดร.ดาเนียล ลีเบอร์แมน” แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า อาการบาดเจ็บจากการวิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก เกิดจากรองเท้าวิ่งสมัยใหม่

ปิดท้าย ที่ผลการวิจัยของ “ดร.สตีเวน ร็อบบินส์” และ “ดร.เอ็ดเวิร์ด เวเกด” แห่งมหาวิทยาลัยแม็คกิล ประเทศแคนาดา ซึ่งระบุว่า การสวมรองเท้าซึ่งพื้นมีความอ่อนนุ่มเป็นประจำนั้น เท้าของเราจะพยายามดันฝ่าเท้าให้ขยายออกเพื่อหาส่วนของพื้นที่มั่นคง เมื่อเป็นเช่นนี้ รองเท้านุ่ม ๆ ที่ดูเหมือนว่า ควรสวมใส่สบาย กลับกลายเป็นว่า มันได้ทำให้เท้าของเราอึดอัด

สรุปว่า เท้าของคนเรามีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของพื้นผิวต่าง ๆ ตามธรรมชาติอย่างอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น การเดินบนพื้นทรายซึ่งเป็นเม็ดละเอียด เท้ามนุษย์ก็จะพยายามแผ่กว้างและนิ้วกางออกตามธรรมชาติ เพื่อให้เท้ายึดกับพื้นผิวได้ดี