“จัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย” คืนทางเท้าให้คนกรุง เป็นไปได้จริงหรือ ?

เคยสงสัยกันหรือไม่ ? ว่าเหตุใดปัญหาร้านรถเข็น หรือหาบเร่แผงลอยบนฟุตบาทหรือทางเท้าสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จึงยังไม่หมดไป แม้ปัจจุบันกรุงเทพฯ พยายามเร่งจัดระเบียบบนทางเท้า พร้อมจัดหาพื้นที่ให้เหล่าพ่อค้า แม่ค้ากลุ่มนี้แล้วก็ตาม

และเพื่อไขข้อข้องใจ วันนี้ Tonkit360 อาสาพามาไล่เรียงกันว่า มีสาเหตุใดบ้าง ที่ทำให้เรื่อง “หาบเร่-แผงลอย” ที่กีดขวางทางเท้า ยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจหาบทสรุปได้

ผู้ซื้อยังคง “เคยชิน” กับความสะดวกสบาย

ตราบใดที่ผู้ซื้อยังคงเคยชินกับการเดินช้อปปิ้งของกิน ของใช้ จากบรรดาร้านรถเข็น หรือหาบเร่แผงลอยที่ขายบนทางเท้า ที่ดูแล้วสะดวกสบาย เพียงเดินลงจากออฟฟิศ หรือก้าวเท้าลงจากสถานีรถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟใต้ดิน MRT ก็สามารถพบสารพันสินค้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่เหล่าพ่อค้า แม่ค้า ซึ่งยึดทางเท้าเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทำมาหากินจะไม่สูญหายไปง่าย ๆ แต่หากวันใดที่ “ผู้ซื้อ” ปรับตัวใหม่ โดยไม่ซื้อสินค้าจากร้านรถเข็น หรือหาบเร่แผงลอยที่เข้ามาตั้งร้านกีดขวางทางเท้า เชื่อว่า ไม่นานบรรดาร้านค้าที่ทำผิดกฎหมายก็จะหมดไปอย่างแน่นอน แม้ว่า อาจต้องใช้ระยะเวลานานก็ตาม

ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ต้องยอมรับว่า เราเป็นสังคมที่เคยชินกับการทำตามความพอใจของตนเป็นหลัก เมื่อมีเรื่องราวที่ชวนไม่พอใจมากระทบกระเทือนจิตใจ สิ่งที่ตามมา คือ การต่อต้าน และกล่าวโจมตีฝั่งตรงข้ามทันที ทั้ง ๆ ที่มาตรการหรือข้อกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐพยายามบังคับใช้อย่างจริงจัง ก็ล้วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างเรา ๆ ทั้งสิ้น

ฉะนั้น อย่าแปลกใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย จำต้องผ่อนปรนข้อกฎหมายในบางข้อ เพื่อลดกระแสต่อต้านที่ได้รับจากประชาชน ทำให้หลายครั้งข้อกฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ไม่สามารถนำมาบังคับได้อย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน

ยกเรื่องสภาพเศรษฐกิจส่วนตัวมาเป็นข้ออ้าง

นับตั้งแต่มีการจัดระเบียบทางเท้าอย่างจริงจัง จะเห็นข่าวการประท้วงของเหล่าพ่อค้า แม่ค้าร้านรถเข็น หรือหาบเร่แผงลอยอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่มีการปะทะกันทางวาจา เหล่าพ่อค้า แม่ค้า มักหยิบยกเรื่องสภาพเศรษฐกิจส่วนตัวของตนที่ไม่ค่อยดีมาเป็นข้อต่อสู้ เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ และความชอบธรรมในการค้าขายของตน ทั้งที่จริงแล้ว เรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่จะหยิบขึ้นมาอ้างได้ อีกทั้ง ในการจัดระเบียบบนทางเท้าที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็พยายามหาทางออกให้ทุกฝ่าย ด้วยการจัดหาพื้นที่ค้าขายให้กับผู้ค้า เพื่อความเป็นระเบียบ

ไม่รู้ว่า “บริเวณทางเท้า” นั้น มีใครเป็นเจ้าของ

ด้วยจุดที่มีรถเข็นหรือหาบเร่แผงลอยไปตั้งรอบริการเหล่าลูกค้าที่สัญจรไปมาในเส้นทางดังกล่าว มักเป็นฟุตบาทหรือพื้นที่บนทางเท้า ที่อยู่บริเวณหน้าตึกออฟฟิศ หน้าร้าน 7-11 บริเวณป้ายรถเมล์ บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟใต้ดิน MRT ซึ่งเป็นจุดที่ไม่อาจบอกได้ว่า ใครเป็นเจ้าหน้าบริเวณทางเท้านั้นกันแน่ ทั้งที่จริงแล้ว พื้นที่ดังกล่าว คือ พื้นที่สาธารณะ ที่กรุงเทพฯ เป็นผู้รับผิดชอบดูแลอยู่ แต่ครั้นเจ้าหน้าที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ เพื่อจัดระเบียบก็มักถูกโต้แย้งในเรื่องดังกล่าวว่า

แผงลอยบนทางเท้า สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับย่านใจกลางเมือง อย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ประตูน้ำ หรือสยาม คุณน่าจะคุ้นชินกับภาพบรรดาแผงลอยบนทางเท้า ทั้งที่เป็นร้านรถเข็น หรือร้านที่ใช้เพียงผ้าปูวางสินค้า รีบเคลื่อนย้ายรถเข็น หรือเก็บข้าวของทันที เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินมาตรวจตราบริเวณดังกล่าว กระทั่งเจ้าหน้าที่เดินจากไป ก็กลับมาเริ่มต้นขายสินค้า ณ จุดเดิมอีกครั้ง

พอเห็นปัญหาคร่าว ๆ แล้ว ก็ขอให้ทุกฝ่าย (ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร) ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่าคิดเอาแต่ความสะดวกสบายเป็นหลัก อยากให้ “เอาใจเขา มาใส่ใจเราบ้าง” จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุขและปลอดภัย