เดินทัวร์ BKK Art Biennale 2018 สุขสะพรั่งพลังอาร์ต : วัดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เราเดินเข้าหอศิลป์กันมาแล้ว เราไปทัวร์ห้างสรรพสินค้ากันมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะพาไปชมงานในโซนวัดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยากันบ้างว่ามีงานอะไรน่าสนใจบ้าง รายชื่อวัดที่มีผลงานอาร์ตเบียนนาเล่ไปติดตั้งอยู่นั่นก็คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) , วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

ไปเริ่มตั้งต้นที่วัดโพธิ์กันก่อน

 

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) 

ในตอนนี้มีผลงานมาร่วมแสดงจำนวน 5 ชิ้นด้วยกัน ส่วนแรกให้เข้าไปที่ศาลามิสกวันข้างพระวิหารพระพุทธไสยาส ที่มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำผลงาน และแนะนำสถานที่ให้เราไปเจอผลงานอื่นๆ อีก

Zou You He Che (2005) โดย หวงหย่งผิง

เป็นงานประติมากรรมสัตว์ในจินตนาการคาบม้วนตำรายารักษาโรคไว้ในปาก ศิลปินต้องการจะนำเสนอเรื่องหนทางสู่ความสุขสงบของศาสนาพุทธและปรัชญาจีน โดยที่ผลงานนี้จะติดตั้งที่นี่ไปตลอด 


Knowledge in your Hands, Eyes and Minds โดย ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ

เดินออกจากศาลามิสกวันไปในทางซ้าย ก็จะเจอกับสระจระเข้ และผลงานศิลปะจัดวาง (Installations Art) ของศิลปินไทย ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ ที่นำทุกศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การออกแบบ วรรณกรรม โหราศาสตร์ การนวด มารวมไว้ในภาพเดียว


Sediments of Migration โดย ปานพรรณ ยอดมณี 

อีกหนึ่งผลงานที่ซ่อนแอบได้แนบเนียนมากนั่นก็คือ Sediments of Migration โดย ปานพรรณ ยอดมณี ศิลปินไทยที่ได้แรงบันดาลใจในการสร้างผลงานมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดโพธิ์ เนื้อหาเกี่ยวกับการติดต่อค้าขายระหว่างไทยและจีนในสมัยก่อน ความแตกต่างด้านชาติพันธุ์และความศรัทธา โดยเราจะเห็นภาพเขียนสไตล์จิตรกรรมประเพณีบนแผ่นปูนกระจายตัวอยู่กับรูปปั้นฤาษีดัดตนและตุ๊กตาอับเฉา บริเวณเขามอของวัดโพธิ์


ผู้ให้ โดย ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์

ผลงานทุดท้ายที่เราจะพาไปทัวร์กันในวัดโพธิ์นั่นก็คือ ผู้ให้ โดย ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังสองมิติในโรงทาน ที่เป็นสัญลักษณ์ของการให้ ความไม่เห็นแก่ตัว นำมาสร้างเป็นประติมากรรมโดยใช้แผ่นทองเหลือง ทองแดง และสังกะสี ซึ่งเป็นผลงานที่ตั้งอยู่ข้างพระวิหารทิศตะวันออกที่อาจจะหายากนิดหน่อย 

เมื่อเสร็จสิ้นจากการดูผลงานที่วัดโพธิ์ Tonkit360 ขอแนะนำให้นั่งเรือข้ามฟากท่าเตียนไปที่วัดอรุณฯเพื่อดูผลงานชิ้นอื่นๆ กันต่อ! 

 

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

เมื่อถึงวัด เราจะเจอผลงานที่เกาะกลุ่มกันอยู่หน้าวัดบริเวณท่าเรือจำนวน 3 ชิ้นด้วยกัน

สองเกลอ โดย คมกฤษ เทพเตียน

เป็นการนำรูปปั้นยักษ์ของไทยและนักรบจีนมาผสมกันโดยดัดแปลงท่าทางมาจากแฝดสยามอิน-จัน ที่จะเสนอให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของไทยและจีน 


ครุฑวัดแจ้ง โดย คมกฤษ เทพเตียน

ประติมากรรมครึ่งคนครึ่งนก หรือ ครุฑ ที่ออกแบบส่วนหัวและตัวครึ่งล่างเป็นรูปปั้นจีน มีส่วนมือและปีกเป็นครุฑแบบไทย 


ข้ามจักรวาล โดย สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์

ศิลปะจัดวางที่เล่นกับพื้นที่เขามอในวัดอรุณฯ กับกระจกที่ติดตั้งอยู่รอบๆ คอนเซปต์ที่อยากจะให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเดินเข้าไปในเขามอ ได้อยู่กับตัวเอง และตระหนักว่าเราก็เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ในจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งผลงานที่มีคนให้ความสนใจเยอะพอสมควรเลย จากการที่ต้องต่อคิวก่อนเข้าพื้นที่ 

จบจากวัดอรุณฯ แล้วเราก็ต้องไปต่อกันที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่มีผลงานอาร์ตเบียนนาเล่ไปติดตั้ง อยู่ห่างจากวัดอรุณประมาณ 10 นาที

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เต่าเขามอ โดย กฤช งามสม

เป็นผลงานที่เข้ากับสถานที่อีกหนึ่งชิ้น เพราะเขามอในวัดประยูรฯ นั้นมีเต่าเต็มไปหมด ประติมากรรมรูปเต่าแบกสถานที่จำลองไว้บนกระดองนั้นต้องการสื่อถึงความกลมเกลียวกันของความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรม ที่ผสมปนเปกันในพื้นที่คลองสาน หรือบริเวณพื้นที่ใกล้ๆ วัด 


What Will You Leave Behind? โดย สุวรรณี สาระบุตร

ผลงานที่ชวนให้ฉุกคิดถึงตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ว่าเราได้ใช้ชีวิตเพื่อทำอะไรให้โลกนี้บ้าง? หากเราจะต้องตายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ เรามีอะไรให้ผู้อื่นจดจำและมีอะไรที่ทิ้งไว้บ้าง? ซึ่งศิลปินได้เชิญชวนให้ทุกคนถอดรองเท้า ถุงเท้า และเดินบน “หัวกะโหลก” กว่า 125,000 ชิ้นที่วางอยู่นี้ เพื่อตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หากวันนี้เป็นวัดสุดท้ายในชีวิต โลกจะจดจำฉันว่าอย่างไร?” 

หัวกะโหลกกว่าแสนชิ้นนี้วางอยู่รอบๆ พระบรมธาตุมหาเจดีย์ ที่เป็นที่สำหรับเก็บอัฐิของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว 


อนุสาวรีย์แห่งความทรงจํา,ห้องสีทอง โดย เปาโล คานีวาริ (Paolo Canevari) 

จิตรกรรมสีทองที่ต้องการจะสื่อถึงสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ การสวดภาวนาของทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ จัดแสดงอยู่ในศาลาการเปรียญ


Zodiac Houses โดย มณเฑียร บุญมา

ประติมากรรมรูปทรงสไตล์โกธิค ที่ศิลปินสร้างขึ้นเพื่อต้องการแสวงหาความสงบสุข การเกิดใหม่ และการติดต่อกับโลกหลังความตาย อิทธิพลของคอนเซปต์นี้นั่นก็คือหลังจากที่อาจารย์มณเฑียรรู้ว่าภรรยาป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งถ้าเราเดินข้าไปใกล้ๆ ผลงาน เราจะได้กลิ่นของสมุนไพรซึ่งเป็นชนิดเดียวกับตอนที่ภรรยาของเขาใช้รักษาโรคมะเร็ง 

งานแบงคอกอาร์ตเบียนนาเล่ครั้งนี้เหมือนเป็นอีเว้นที่เชิญชวนให้เราไปเที่ยวกรุงเทพฯในแบบใหม่ ที่เราจะต้องหัดสังเกตสิ่งรอบตัว ทำความรู้จักกับสถานที่มากขึ้น ได้รับรู้ความตั้งใจ ทัศนคติของศิลปินและผลงานที่เขาทำออกมา ที่รับรองว่าเราจะได้อะไรกลับไปมากกว่าการออกไปเที่ยวธรรมดาแน่นอน อย่าลืมออกไปชมงานกันก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบงคอกอาร์ตเบียนนาเล่ครั้งแรกนี้นะ!